ทำอย่างไรเมื่อต้องแข่งกับแบรนด์ใหญ่

ในยุคที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการแข่งขันได้นี้ ต่อให้คุณไม่อยากจะไปแข่งกับร้านอาหารแบรนด์ใหญ่ๆ หรือร้านอาหารขนาดใหญ่ แต่สมมุติถ้าวันนึงร้านเหล่านั้นมาตั้งตรงข้ามร้านคุณขึ้นมาคุณจะปรับตัวอย่างไร เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ และไม่สูญเสียฐานลูกค้าของคุณไป และนี่คือ 5 ที่จะทำให้คุณสามารถยืนหยัดสู้กับร้านใหญ่ได้โดยไม่ต้องกลัวอีกต่อไป

 

  1. มีความแตกต่าง

ลูกค้าปัจจุบันนี้พร้อมลองร้านใหม่ๆเสมอถ้าร้านนั้นน่าสนใจและมีจุดขายมากพอ ลูกค้าคงไม่ดั้นด้นมาทานร้านคุณแน่ถ้าร้านคุณมีเมนูหรือการบริการที่เหมือนกับร้านอาหารทั่วๆไป การมีเมนูที่ลูกค้าไม่สามารถหาทานที่ไหนได้หรือเรียกง่ายๆว่าเมนู signature เช่นการนำวัตถุดิบท้องถิ่นนั้นๆมาประกอบในเมนูจะทำให้ร้านคุณมีจุดแตกต่างและทำให้เกิดการจดจำจากลูกค้าได้

แตกต่างในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะตัวเมนูเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงแบรนด์ดิ้ง ทั้งชื่อร้าน บรรยากาศ ไปจนถึงการบริการ ลูกค้าปัจจุบันนี้ไม่ได้ต้องการร้านอาหารที่เหมือนกันไปหมดทุกที่อีกต่อไปแล้ว พวกเค้าต้องการประสบการณ์ใหม่ๆตลอดเวลา เพราะเค้าถือว่าการมาทานร้านอาหารเป็นกิจกรรมการพักผ่อนอย่างนึงเหมือนกัน ไม่ใช่แค่การมาทานอาหารอย่างเดียวอีกต่อไป

 

  1. รู้จักลูกค้า

ถ้าคุณเป็นร้านเล็กๆไม่ใหญ่มาก การฝึกให้พนักงานจำชื่อลูกค้าประจำคงไม่ได้เป็นการลำบากจนเกินไป ถ้าพนักงาน ร้านสตาร์บัคสามารถจำชื่อลูกค้าและจำเมนูที่ลูกค้าสั่งประจำได้ พนักงานของคุณก็สามารถทำได้เช่นกัน ซึ่งปัจจุบันมีระบบ CRM สำหรับร้านอาหารมาเพื่อช่วยคุณเก็บข้อมูลลูกค้าได้อย่างละเอียดตั้งแต่ข้อมูลพื้นฐานไปจนถึง ความถี่ในการมาทาน ไปจนถึงเมนูที่ทานประจำ

นอกเหนือนี้การบริการที่ดูเป็นกันเองจะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจและ   มากกว่าการบริการที่เป็นมาตรฐานแบบร้านอาหารแบรนด์ใหญ่ๆแต่ขาดชีวิตชีวา ยิ่งถ้าคุณสามารถจำชื่อลูกค้าและเมนูที่เค้าชอบทานได้ เชื่อได้เลยว่ายังไงเค้าก็ต้องกลับมาเป็นลูกค้าประจำคุณแน่นอน

 

  1. ความเร็ว

หมดยุคที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กอีกต่อไปแล้ว แต่เราอยู่ในยุคที่ปลาเร็วกินปลาช้า ข้อจำกัดอย่างนึงที่ร้านใหญ่เกือบทั้งหมดมีก็คือความคล่องตัว ไม่ต่างอะไรกับคนอ้วนที่จะขยับตัวทำอะไรกก็ลำบาก ยกตัวอย่างเช่นการจะทำโปรโมชั่นขึ้นมาอย่างนึง จะต้องมีผู้เกี่ยวข้องมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของร้าน ฝ่ายการตลาด ฝ่ายกราฟฟิก และเชฟประจำสาขาที่ต้องถูกเทรน ซึ่งกว่าโปรโมชั่นแต่ละอันจะคลอดออกมาได้อาจใช้ระยะวเลาเป็นเดือน

ในทางตรงกันข้าม คุณที่เป็นร้านอาหารขนาดเล็กๆ คุณสามารถตัดสินใจทำโปรโมชั่นใหม่ได้ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ ทำให้สามารถดึงความสนใจของลูกค้าได้ง่ายและรวดเร็วกว่า ซึ่งกว่าเจ้าใหญ่จะตามทัน คุณก็เก็บลูกค้าไปช่วงเวลานึงแล้ว ฉะนั้นสิ่งที่ร้านเล็กๆอย่างคุณที่ต้องทำคือการคิดกลยุทธ์ คิดการตลาดใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาด

 

  1. รู้จักใช้เทคโนโลยี

ปัจจุบันมีสตาร์อัพที่เกี่ยวกับร้านอาหารมากมายตั้งแต่ระบบ POS ระบบบัญชี ระบบจัดซื้อ ไปจนถึงระบบดิลิเวอรี่ เทคโนโลยีเหล่านี้นอกจากจะมีราคาที่ไม่แพงแล้ว ยังช่วยทุนแรงเจ้าของร้านไปได้มาก เรียกได้ว่าปัจจุบันเราสามารถบริหารจัดการร้านอาหารด้วยมือถือเพียงเครื่องเดียวได้เลย  ทำให้เจ้าของร้านอาหารอย่างเรามีเวลาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเพื่อมายกระดับร้านอาหารของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น

และการที่แบรนด์ใหญ่ๆจะปรับมาใช้เทคโนโลยีอะไรใหม่ๆนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเท่ากับต้องเปลี่ยนระบบรูปแบบการทำงานใหม่ทั้งหมด ไม่เหมือนกับร้านเล็กๆที่สามารถทำได้เลย และส่วนใหญ่เทคโนโลยีใหม่ๆเหล่านี้ถูกสร้างมาเพื่อร้านอาหารเล็กๆที่ขาดเครื่องมือช่วยทำงานอยู่แล้ว

 

  1. หาพันธมิตร

ถ้าคุณเป็นปลาตัวเล็กตัวเดียวจะสู้กับปลาตัวใหญ่ยังไงก็คงไม่มีทางชนะ แต่เมื่อไหร่ที่ปลาเล็กๆเหล่านี้รวมกันเป็นฝูง ย่อมมีโอกาสที่จะสู้กับปลาตัวที่ใหญ่ได้แน่นอน ร้านอาหารก็เช่นกัน แทนที่คุณจะเอาเวลามาแข่งกับร้านเล็กๆด้วยกัน มาห้ำหั่นโปรโมชั่นกัน สู้มาร่วมมือกัน แชร์วัตถุดิบที่มี แล้วรวมกันไปต่อรองราคาซัพพลายเออร์ ทำการตลาดโคโปรโมชั่นร่วมกัน หรือ แชร์เทคนิคการบริหารจัดการกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จะทำให้ร้านเล็กๆอย่างคุณมีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น

เพราะเมื่อไหร่ที่มีการแข่งขันกันระหว่างร้านเล็กๆนั้นจะต้องมีผู้แพ้และผู้ชนะ แต่ถ้าเมื่อไหร่เกิดการร่วมมือกันจะมีแต่ผู้ชนะไม่มีผู้แพ้

 

Leave your comment

For security, use of Google's reCAPTCHA service is required which is subject to the Google Privacy Policy and Terms of Use.

I agree to these terms.