ความสำคัญของการทำ financial planning

 

 

หลังจากที่คุณมีไอเดียแล้วว่าร้านคุณจะขายอะไร อยู่ที่ไหน และกลุ่มเป้าหมายคือใคร

 

ทีนี้ก็มาถึงส่วนที่ยากที่สุดในความคิดของผมนั่นก็คือเรื่องเกี่ยวกับตัวเลข ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจ
แต่ก็เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่หันหน้าหนีเช่นกัน
การทำธุรกิจร้านอาหารถือเป็นธุรกิจหนึ่งที่มีความเสี่ยงสูง
เมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นๆ ทั้งเรื่องคู่แข่งที่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ เทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมถึงปัญหาเรื่องคน
ซึ่งเป็นปัญหาโลกแตกในธุรกิจนี้
และถ้าเกิดธุรกิจไปไม่รอด ไม่ว่าคุณจะลงทุนมากมายขนาดไหน คุณก็แทบจะต้องขายซากทิ้ง

 

หรือถ้าคุณเช่าพื้นที่ในห้าง คุณยังคงต้องเสียค่ารื้อถอนเป็นจำนวนเงินหลายแสนบาทอีกด้วยซึ่งไม่เหมือนธุรกิจอื่นๆ
อย่างการทำโรงแรม ถ้าเจ๊งคุณอาจจะขายต่อ
แถมยังได้กำไรจากตึกและค่าที่ดินที่มีมูลค่าสูงขึ้นยิ่งโดยเฉพาะถ้าคุณอยู่ในทำเลที่มีกำลังซื้อสูง
หรือหากคุณทำธุรกิจขายของแล้วเลิกกิจการ คุณก็ยังสามารถขายเลหลังของที่คุณมีได้เช่นกัน

 

การวางแผนการเงินหรือ Financial planning จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากเปรียบได้กับฐานรากของบ้าน
บ้านคุณจะถูกออกแบบได้สวยแค่ไหนก็ตามถ้าฐานรากใต้ดินไม่แข็งแรงแล้วก็อาจทำให้บ้านคุณล้มลงมาได้ทุกเมื่อ
ไม่ต่างจากธุรกิจอาหารที่ต่อให้เมนูคุณจะน่าสนใจเพียงใด หรือลูกค้าจะเยอะแค่ไหน
หากไม่วางแผนเรื่องตัวเลขให้ดีแล้วคุณอาจจะเจอกรณีที่ยิ่งขายยิ่งขาดทุนก็เป็นได้

การวางแผนการเงินจะเป็นตัวช่วยบอกคุณว่า คุณควรจะลงทุนเท่าไหร่ กำไรขาดทุนโดยคาดการณ์เป็นอย่างไร
และน่าจะคืนทุนในระยะเวลากี่เดือนหรือกี่ปี

 

ยกตัวอย่างเช่น

 

คุณต้องการเปิดร้านส้มตำขนาด 60 ที่นั่ง ในทำเลออฟฟิศสำนักงาน

โดยมีการคาดการณ์เงินลงทุน (Capital requirement budget) อยู่ที่ 2 ล้านบาทโดยประมาณ
จากการที่คุณได้ทำการสำรวจคู่แข่งในตลาดเดียวกันพบว่า

รายได้เฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 150 บาท และคุณประมาณการณ์ลูกค้าในช่วงกลางวันไว้ 60 หัวและช่วงเย็น 40 หัว
เท่ากับคุณจะมีรายได้เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 15,000 บาท

ถ้าคิดเร็วๆ คุณคงคิดว่ารายได้ต่อเดือนก็น่าจะตกอยู่ที่ 450,000 บาทจริงมั้ยครับ
ในความเป็นจริงแล้วทำเลออฟฟิศสำนักงานจะขายดีในช่วงวันธรรมดา แต่จะขายไม่ดีในช่วงเสาร์อาทิตย์
ถ้าแถวนั้นไม่ค่อยมีคนอยู่อาศัยยอดที่ตั้งไว้ 450,000 บาทอาจจะเหลือแค่ 400,000 บาทก็เป็นได้

 

สมมุติกำไรของร้านนี้อยู่ที่ 10% ของยอดขาย
ฉะนั้นร้านส้มตำคุณก็น่าจะมีกำไรเดือนละ 40,000 บาทหรือ 480,000 บาทต่อปีโดยประมาณ

เทียบกับเงินลงทุนที่ 2 ล้านบาทเท่ากับร้านส้มตำคุณจะคืนทุนใน 4 ปีกว่าๆ
ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่นานเมื่อเทียบกับร้านอาหารทั่วไปที่ควรจะคืนทุนในระยะเวลา 3 ปี

 

ซึ่งวิธีที่คุณอยากให้ร้านคืนทุนเร็วขึ้นสามารถทำได้ 2 วิธีหลักๆ คือ


การลดค่าใช้จ่ายในการลงทุน (Capital investment) ให้น้อยลงหรือเพิ่มกำไรต่อเดือนให้มากขึ้น
แต่คุณจะไม่สามารถทำได้เลย ถ้าหากคุณไม่เข้าใจหลักการพวกนี้

และการจะวางแผนทางการเงิน (Financial planning) ของร้านอาหารให้ได้ดีและแม่นยำนั้น
จำเป็นที่คุณจะต้องรู้ตัวเลขที่เกี่ยวข้องและโครงสร้างต้นทุนของร้านอาหารเสียก่อน

ซึ่งผมจะมาพูดถึงอีกทีในโพสต์ต่อไปๆ

 


ช่องทางการติดต่อ
Website : www.torpenguin.com
Youtube : https://bit.ly/2RWKkjS
LineOA : @torpenguin

Leave your comment

For security, use of Google's reCAPTCHA service is required which is subject to the Google Privacy Policy and Terms of Use.

I agree to these terms.