การศึกษาน้อยไม่ใช่ข้ออ้างในการทำธุรกิจ จากกรรมกรสู่ ธุรกิจหมูปิ้งร้อยล้าน - Torpenguin

การศึกษาน้อยไม่ใช่ข้ออ้างในการทำธุรกิจ จากกรรมกรสู่ ธุรกิจหมูปิ้งร้อยล้าน

ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์เจ้าของแบรนด์ เฮียนพหมูปิ้ง คุณนวพจน์ ชูหิรัญ หรือ เฮียนพ ชายที่ผ่านมาแทบทุกอาชีพไม่ว่าจะเป็น กรรมกร ทำงานโรงงาน ขายน้ำยาล้างจาน ไอติม เสื้อผ้าเด็ก ต้นไม้มงคล ขับแทกซี่ รปภ. และมอเตอร์ไซด์วิน แต่เพราะไม่ยอมแพ้กับชีวิตจนทำให้วันนี้ โรงงานหมูปิ้งของเฮียนพมีกำลังการผลิตมากกว่าวันละ 150,000 ไม้ รายได้มากกว่า 200 ร้อยล้านบาทต่อปี!!

วันนี้ผมคงไม่ได้มาสัมภาษณ์ประวัติความเป็นมาของเฮียนพเพราะคงหาอ่านได้ตามเว็ปไซต์ต่างๆรวมไปถึงทีวีหลายๆช่องแล้ว แต่เราจะมาเจาะลึกกันว่าทำยังไงถึงสามารถสร้างธุรกิจหมูปิ้ง ธุรกิจที่คนทั่วไปมองว่าต่ำต้อย เงินน้อย จนกลายมาเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านบาทได้กัน

 

ชื่อเฮียนพหมูปิ้งมาได้ยังไง

จริงๆไม่ได้ชื่อเฮียนพมาตั้งแต่แรก แต่ก่อนก็ขายหมูปิ้งที่ตลาด ในตลาดคนขายก็จะมีแต่ผู้หญิงชื่อเจ๊โน่นบ้างเจ๊นี่บ้าง ที่นี้เราก็เป็นผู้ชายคนเดียวที่ขายหมูปิ้ง แล้วตอนนั้นเราชื่อมานพ แต่เดี๋ยวนี้เฮียเปลี่ยนชื่อมาเป็นชวพจน์แล้ว เค้าก็เลยเรียกเฮียนพ เราฟังแล้วก็เท่ดี ฟังแล้วจำง่าย เลยใช้ชื่อเฮียนพตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่ชื่อบริษัทเราก็ใช้ชื่อว่า บริษัท หมูปิ้งนมสด จำกัด

 

ทำไมเฮียถึงจัดสินใจทำโรงงานหมูปิ้งทั้งๆที่คู่แข่งไม่มีใครคิดทำ

เราทำหมูปิ้งแบบบ้านๆมาเรื่อยๆจนเรามีกำลังการผลิตวันละ 30,000 ไม้ ซึ่งเป็นการขายลูกค้ารายย่อยมาตลอด

จนช่วงนึงเรามีลูกค้ารายใหญ่เข้ามาแต่เราไม่สามารถขายได้เพราะเราไม่ได้เป็นโรงงาน ไม่ได้เป็นบริษัท ทำให้สูญเสียโอกาสการขายไป สุดท้ายเราเลยต้องขายผ่านตัวแทนที่เค้าเป็นมาตรฐานโดยเป็น OEM ให้เค้าไปก่อนเราถึงเริ่มมานั่งคิดว่าถ้าเป็นโรงงานก็คงจะดี

อีกอย่างถ้าวันนึงเราอยากโตไปมากกว่านี้เราต้องทำทุกอย่างให้เป็นระบบ การที่คู่แข่งไม่มีใครมีโรงงานที่ได้ อย.เลยนั่นหมายถึงโอกาสที่เราจะขยับหนีคู่แข่งออกไป การมี อย. มี GMP อาจไม่ได้ทำให้เราขายดีขึ้น แต่เป็นสิ่งที่สากลยอมรับ ห้างร้านยอมรับ ถ้าเราทำได้ย่อมเป็นการเพิ่มช่องทางการขายให้เรา

พอเราขายมาเรื่อยๆจนเริ่มมีเงินเก็บเราเลยตัดสินใจซื้อที่ทำโรงงาน แต่เงินก็ยังไม่พอค่าก่อสร้างโรงงานอยู่ดี แต่ถือว่าเราโชคดีที่ได้ผู้รับเหมาที่เข้าใจ มีเงินเท่าไหร่ก็ค่อยๆทำไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่ยอมทำให้เราแน่ๆ จนทุกวันนี้เรามีกำลังการผลิตมากกว่า 150,000 ต่อวัน ซึ่งเราถือเป็นโรงงานหมูปิ้งเจ้าแรกในประเทศไทยที่ได้ทั้ง อย.และ GMP

 

สิ่งนี้รึเปล่าที่ทำให้หมูปิ้งเฮียนพแตกต่างจากตลาด

แน่นอนหมูปิ้งในประเทศไทยมีเป็นร้อยๆยี่ห้อ ไม่รวมกับชาวบ้านที่ไปซื้อหมูมาขายเอง

การขายของแพงเฮียมองว่าไม่ยาก แต่อยู่ที่ว่าเราอธิบายให้ลูกค้าฟังได้มั้ยว่าของเราดียังไง ทำไมถึงแพง ถ้าเราอธิบายได้เราก็ขายได้ กางเกงยีนส์ลีวายขายตัวละ 5,000 ทำไมขายได้ ทั้งที่กางเกงยีนส์ตัวละไม่กี่ร้อยก็มีขายทั่วไป

การขายของแพงเฮียมองว่าไม่ยาก แต่อยู่ที่ว่าเราอธิบายให้ลูกค้าฟังได้มั้ยว่าของเราดียังไง ทำไมถึงแพง ถ้าเราอธิบายได้เราก็ขายได้

ที่เราดีกว่าคนอื่นเลยคือ ข้อแรก โรงานเราเป็นโรงงานหมูปิ้งแห่งเดียวในไทยที่ได้มาตรฐาน อย.และ GMP ถูกสุขอนามัยไม่ใช่ว่าทำไปมีหนูวิ่ง แมลงสาบวิ่ง

ข้อสอง เราใช้วัตถุดิบที่ได้มาตรฐาน หมูและไก่เราใช้ Betagro ซึ่งเป็นแบรนด์มาตรฐานโรงงานมาตรฐาน หมูเราอาจจะแพงกว่าโรงงานอื่นๆ แต่คุณอย่าลืมว่าของพวกนี้ถ้าคุณกินหมูที่ไม่ได้มาตรฐานไม่ได้หมายความว่าคุณจะตายหรือจะไม่สบายในทันที แต่ของพวกนี้มันจะไปสะสมในร่างกายคุณเอง ซึ่งอาจจะส่งผลอีก 10-20 ปีข้างหน้าได้ เราไม่ได้คิดจะขายแค่แปปเดียว เราไม่อยากขายของแล้วมีปัญหาตามมา

อีกอย่างเราอยากทำธุรกิจใหญ่ ก็ต้องมีคู่ค้ากับบริษัทใหญ่ๆ ของเค้าอาจจะแพงกว่า แต่อย่าลืมว่าเจ้าทั่วไปซื้อมา 100 โล อาจจะใช้ได้แค่ 90 โล เพราะมีของไม่ดีของเสียมีเศษ แต่ของ Betagro สั่ง100โลใช้ได้ 100โล ไม่มีเศษเหลือเลย ซึ่งคนทำ SME ส่วนใหญ่ไม่คิดถึงข้อนี้ พอเราใช้ของที่ดี อาจจ้ะนทุนแพงขึ้นนิดหน่อย แต่ลูกค้าเค้าก็ยอมจ่ายราคาที่แพงมากขึ้น

 

เฮียว่าคนจะประสบความสำเร็จในธุรกิจจะต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

ตามความคิดเฮียคนที่จะประสบความสำเร็จนั้นจะต้องมีอยู่ 3 ถึงคือต้อง ตาถึง มือถึง ใจถึง

ตาถึง หมายความว่า เราต้องมองตลาดให้ออก ว่าลูกค้ามองหาอะไร มองเห็นในสิ่งที่คู่แข่งมองไม่เห็น ถ้าเราทำในสิ่งที่คู่แข่งมองไม่เห็นหรือยังไม่ทำ ย่อมหมายถึงเราจะมีโอกาสที่ดีกว่า

มือถึง หมายความว่า เราต้องรู้จริงในสิ่งที่เราทำ ต้องลงมือทำอย่างจริงจัง มีการเรียนรู้อยู่ตลอด และต้องมี Connection ที่ดี ต่อให้คุณมองเห็นโอกาสใตลาด แต่ถ้าคุณไม่จริงจรังในการทำก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้

สุดท้ายคือ ใจถึง หมายความว่า คุณต้องกล้าที่จะตัดสินใจสิ่งต่างๆ ตัดสินใจเด็ดขาด ในเวลาที่ต้องกล้า รวมไปถึงกล้าเสี่ยงในการทำในสิ่งที่คนอื่นยังไม่ทำ บนพื้นฐานที่ได้มีการคิดวิเคราะห์มาอย่างดีแล้ว

 

เฮียคิดว่าทำไมคนที่ขายหมูปิ้งหรือของคล้ายๆเฮียถึงไม่ประสบความสำเร็จแบบเฮีย

คนเริ่มธุรกิจทั่วไปชอบทำงานแบบกระเป๋าเดียว ไม่แยกกระเป๋า ไม่แยกว่าอันไหนเป็นเงินร้านอะไรเป็นเงินส่วนตัว ต่อให้เราเป็นเจ้าของธุรกิจ เราต้องตั้งเงินเดือนให้ตัวเอง รวมไปถึงต้องมีการทำบัญชีให้เป็นระบบ เพราะบางทีเรานึกไม่ออกหรอกว่าเงินเราไปหมดกับอะไร บางครั้งได้เงินจากการขายมา แล้วเอาไปซื้อของส่วนตัว พอถึงเวลาต้องเอาไปจ่ายค่าวัตถุดิบแล้วไม่มีเงินไปจ่ายก็จบ

นอกจากแยกกระเป๋าแล้วเรายังต้องแยกลูกค้า ลูกค้าแต่ละประเภทมีความต้องการไม่เหมือนกัน ลูกค้าที่ซื้อไปขายต่อก็คงไม่ต้องการแพกเกจจิ้งสวยงามอะไรมากมาย หรือลูกค้าหน้าโรงเรียนก็คงไม่สามารถซื้อหมูปิ้งไม้ละ 10 บาทได้ เราก็ต้องปรับขนาดและราขายให้เหมาะสมกับตลาด ในการทำธุรกิจเราไม่สามารถฝากชีวิตไว้กับลูกค้าแค่กลุ่มเดียว การมีหลายกลุ่มลูกค้าจะทำให้เรามีรายได้หลายทาง และลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจ ซึ่งเฮียแบ่งลูกค้าเป็น 4 กลุ่มคือ

  • กลุ่มที่ซื้อเพื่อไปขายปลีก กลุ่มพวกนี่จะเป็นพวกชาวบ้าน พ่อค้าแม่ค้าทั่ไปที่ซื้อแล้วไปขายในวันนั้นๆ ซึ่งตอนนั้นเฮียมองว่าถ้าเราขายแต่แบบนี้จะทำให้คนหาซื้อเรายาก เพราะค่าใช้จ่ายในการขนส่งจะมาก คนต่างจังหวัดจะซื้อเรายาก เราเลยตัดสินใจจับกลุ่มที่สองขึ้นมา
  • กลุ่มที่เป็นตัวแทนจำหน่าย เป็นศูนย์กระจายสินค้าในแต่ละจังหวัด คนอยู่ใต้ก็ไปซื้อที่ตัวแทนเราที่สุราษฏ์ คนอีสานก็ไปซื้อเราได้ที่อุดร ซึ่งปัจจุบันเรามีตัวแทนมากกว่า 20 ที่ทำให้คนเข้าถึงตัวเราได้ง่ายขึ้น เราเองก็สามารถขยายฐานลูกค้าไปได้มากขึ้น ที่นี้พอเริ่มมีคนมาติดต่อเราสั่งซื้อเป็นจำนวนมากขึ้นแล้วเค้าอยากไปทำยี่ห้อเค้าเองเลยกลายมาเป็นกลุ่มที่สาม
  • กลุ่มที่ซื้อไปแล้วไปทำแบรนด์ตัวเอง กลุ่มนี้จะสั่งเป็นปริมาณมากๆแล้วเอาไปกระจายต่อในแต่ละสาขาเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ตามในห้างหรือตามปั๊มน้ำมัน โดยทางโรงงานเราจะทำเป็นถุงสูญญากาศแบบใสไม่ติดยี่ห้อ คนที่ซื้อไปก็แค่เอาสติ๊กเกอร์แบรนด์ตัวเองไปติดก็สามารถขายได้เลย ไม่จำเป็นต้องมีโรงงานของตัวเอง
  • กลุ่ม Modern trade กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ทางเราเพิ่งมาทำตลาด เพราะเป็นกลุ่มที่ไม่มีโรงงานหมูปิ้งไหนสามารถทำได้ เนื่องจากทางห้างจะมีข้อจำกัดเยอะ โรงงานต้องได้มาตรฐาน กำลังการผลิตต้องมีมากเพียงพอความต้องการ อีกอย่างนึงคือเรามองว่าต่อให้คุณผลิตเก่งแค่ไหน แต่ถ้าคุณไม่ที่ขายก็จบ การขายห้างถึงแม้กำไรจะน้อยกว่าขายทั่วไป แต่เราขายทีเป็นปริมาณมาก และไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับการเก็บเงิน

 

ทำไมคนที่จบแค่ม.3 อย่างเฮียถึงคิดว่าแบรนด์ดิ้งหรือมาร์เกตติ้งเป็นเรื่องสำคัญ

ถึงแม้เฮียจบแค่ม.3 แต่เฮียก็รู้ว่าทุกวันนี้คนมันไม่ได้เดินห้างเพื่อซื้อของอีกต่อไป ทุกคนชอปปิ้งผ่านมือถือหมด แล้วถ้าคนไม่รู้จักเราเค้าก็ไปซื้อเจ้าไหนก็ได้ เพราะไม่มีหมูปิ้งเจ้าไหนเลยที่โฆษณาหรือทำการตลาดออนไลน์ เฮียก็เลยมองเป็นโอกาส ยิ่งพอเฮียไปออกทีวีหลายๆช่องเข้า ลูกค้าก็รู้จักเราทั้งประเทศก็ทำให้เราขายดียิ่งขึ้น คนที่เค้าซื้อเราไปขายก็รู้ว่าขายได้แน่ๆ

หน้าที่ของเราคือทำยังไงให้ชื่อเฮียนพฝังอยุ่ในหัวลูกค้า นึกถึงหมูปิ้งทำยังไงให้นึกถึงเฮียนพก่อนเพื่อน

การทำธุรกิจอย่าหยุดตะโกน  การทำเพจ ทำเฟสบุค ก็เหมือนเป็นการตะโกนให้ลูกค้าได้ยินเราทางหนึ่ง ทำทุกอย่างก้ต้องให้เตะตาลูกค้า ทำยังไงเวลาเค้าเห็นโฆษณาเราทีเดียวแล้วจำได้ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

 

เฮียอยากฝากอะไรถึงคนที่อยากเริ่มธุรกิจหรือคนที่อยากเป็นแบบเฮียบ้าง

คนจะทำธุรกิจต้องรู้จักที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา จะมาอ้างไม่ได้หรอกว่าความรู้น้อยหรือทำไม่เป็น การเล่นเฟสบุคไม่เป็นไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่ทำโฆษณาหรือการตลาด เฮียก็ไม่ได้ทำเองหรอกพวกเฟสบุค ก็ให้เด็กที่ออฟฟิศทำ เวลาจะซื้อโฆษณาก็จ้างมืออาชีพทำ อะไรที่เราไม่ถนัดก็จ้างคนที่ถนัดทำ พวกบริษัทใหญ่ๆที่เฮียไปดีลด้วยเค้าก็บอกมาว่าเฮียต้องทำการตลาดนะไม่งั้นคนไม่รู้จัก หรือเฮียจะต้องมีโรงงานได้มาตรฐาน อย. ได้ GMP นะไม่งั้นจะเข้าห้างไม่ได้ เฮียต้องได้ HACCP นะไม่งั้นจะขายเมืองนอกไม่ได้ พอเราได้ฟังมาเราก็เอามาคิด เฮียถือว่าทุกคนเป็นครูให้เราได้หมด เราเป็นเจ้าของกิจการแต่เราก็ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา ปรับตัวตลอดเวลา ยุคนี้ถ้าใครไม่ยอมปรับตัวก็เตรียมตัวตายไปจากตลาดได้เลย

 

เราเป็นเจ้าของกิจการแต่เราก็ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา

ปรับตัวตลอดเวลา ยุคนี้ถ้าใครไม่ยอมปรับตัวก็เตรียมตัว

ตายไปจากตลาดได้เลย

HOT STORIES

Business Plan ทางรอดร้านอาหารยุคนี้

“If you fail to plan, you plan to fail” “ถ้าคุณล้มเหลวในการวางแผน คุณก็วางแผนในการล้มเหลวได้เลย”   คนที่ประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่คนที่สักแต่ลงมือทำไปเรื่อยๆ แต่คือคนที่วางแผนก่อนที่จะเริ่มทำ และทำมันอย่างจริงจังต่างหาก หลายๆครั้งที่มีเจ้าของร้านอาหารมาปรึกษาผมเรื่อง ยอดขายที่ไม่เข้าเป้า ต้นทุนอาหารที่แพง หรือแม้กระทั่ง ขายได้แต่ไม่เหลือกำไร พอผมไล่ถามไปเรื่อยๆ สิ่งนึงที่เหมือนกันเกือบทั้งหมดคือ ไม่มีการทำแผนธุรกิจ (Business plan) รวมถึง การคำนวณความเป็นไปได้ในการลงทุน (Feasibility Study) ก่อนที่จะเริ่มทำร้านเลย ซึ่งสองสิ่งนี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากถึงมากที่สุดไม่ว่าจะทำธุรกิจใดๆก็ตาม ซึ่งหลายครั้งที่พบคือร้านขายได้แต่ขาดทุน หรือขายได้แต่ไม่มีกำไร ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น? สมมุติง่ายๆ หากคุณต้องการทำร้านก๋วยเตี๋ยวในโซนออฟฟิศ แต่คุณมีพื้นที่วางโต๊ะได้แค่ 4-5 โต๊ะ คุณตั้งราคาขายอยู่ที่ชามละ 40 บาทโดยที่คุณมีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 20 บาท สมมุติว่ารอบนึงคุณขายได้อยู่ที่ 20 หัว โดยวันนึงคุณขายได้ 3 รอบเป็นกลางวัน 2 รอบและตอนเย็น 1 รอบ นั่นหมายถึงคุณจะได้กำไรขั้นต้นอยู่ที่วันละ […]

รู้จัก 7 wastes แค่ลดได้ กำไรก็เพิ่ม

“a dollar saved is a dollar earned” ถ้าเพิ่มรายได้ไม่ได้ ก็หาทางลดรายจ่ายซะ . ช่วงปีที่ผ่านมาถือเป็นอีกปีที่มีร้านอาหารมาขอคำปรึกษาเยอะ ซึ่งส่วนใหญ่คำถามที่เจ้าของร้านอาหารมักจะถามผมก็คือ 1. ทำยังไงถึงจะเพิ่มยอดขายได้ 2. จะยิงแอดแบบไหนดี 3. จะทำโปรโมชั่นแบบบไหนดีลูกค้าถึงจะเข้ามาเยอะขึ้น . เจ้าของร้านส่วนใหญ่นั้นจะโฟกัสไปที่วิธีการหารายได้เป็นหลักซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่พวกเค้ากลับลืมอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันกับการเพิ่มรายได้คือเรื่อง “การลดค่าใช้จ่าย” ซึ่งค่าใช้จ่ายในมุมของร้านอาหารนั้นมีตั้งแต่ ค่าเช่าสถานที่ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายตายตัว ค่าน้ำไฟ ค่าการตลาด ค่าพนักงานรวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่มากที่สุดในร้านอาหารคือค่าวัตถุดิบ (food cost) หลายๆร้านที่ขายได้แต่กลับไม่เหลือกำไรนั่นเป็นเพราะเค้าเหล่านี้ไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายหรือลดมันได้ แล้วการประหยัดค่าใช้จ่ายมันสามารถทำให้ร้านมีกำไรมากขึ้นได้จริงหรอ? . คิดง่ายๆ สมมุติร้านของคุณขายได้อยู่เดือนละ 1ล้านบาท และกำไรของร้านอาหารคุณคือ 20% ถ้าคุณเพิ่มยอดขายได้ 10% นั่นคือ 100,000 บาท เท่ากับคุณจะมีกำไรเพิ่มขึ้น 20,000 บาท จริงมั้ยครับ แต่นั่นเท่ากับคุณต้องหารายได้เพิ่มขึ้นวันละ 3 พันกว่าบาทซึ่งอาจจะไม่ง่ายนักในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ แต่มุมกลับกันสมมุติว่าต้นทุนวัตถุดิบหรือ food cost คุณอยู่ที่ 35% […]

เข้าใจลักษณะนิสัยลูกค้าแต่ละกลุ่มช่วงอายุ

ลองถามตัวคุณเองดูว่าตอนคุณอายุ 20 กับคุณในปัจจุบันยังชอบร้านอาหารร้านเดิมอยู่ไหม เมื่อเวลาเปลี่ยน วิถีชีวิตเปลี่ยน รายได้เพิ่มมากขึ้นความชอบก็อาจเปลี่ยนไป การเข้าใจนิสัยของคนในแต่ละช่วงอายุจะทำให้คุณสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายลูกค้าได้แม่นยำมากขึ้น ซึ่งเราสามารถแบ่งกลุ่มคนออกตามช่วงอายุได้ทั้งหมด 4 กลุ่มใหญ่ๆ คือ   Generation Z คือกลุ่มคนที่เกิดหลังจากปี 1995 เป็นต้นไป กลุ่ม Gen Z ถือเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่เกิดมาในยุคโซเชียลมีเดียอย่างเต็มตัว เกิดมาก็อยู่ในยุคที่มือถือมีกล้องและเล่นโซเชียลมีเดียได้แล้ว ทำให้คนกลุ่มนี้ชีวิตติดอยู่กับมือถือตลอดเวลา จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต พวกเขามักจะเลือกร้านอาหารตามสิ่งที่เขาเห็นในออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นรีวิวต่างๆ หรือจากที่เพื่อนแชร์ในโซเชียลมีเดีย และกลุ่ม Gen Z นี้ก็พร้อมที่จะแชร์ประสบการณ์ที่ตัวเองได้รับลงโซเชียลมีเดียด้วยเช่นเดียวกัน ถึงแม้คนกลุ่มนี้จะมีกำลังซื้อที่ยังน้อย แต่กลับกลายเป็นคนที่มีอิทธิพลในโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก หลายๆ คนเปลี่ยนตัวเองมาเป็น Blogger เป็น Youtuber ตั้งแต่ยังเรียนหนังสืออยู่ คอยไปรีวิวร้านกาแฟสวยๆ ร้านอาหารแนวๆ ลงในเพจของตัวเอง ทำให้ร้านนั้นๆ เริ่มเป็นที่รู้จัก ข้อมูลที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือคน Gen Z เป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการกินเป็นอันดับต้นๆ และการที่คนกลุ่มนี้อยู่ในยุคที่ข้อมูลทุกอย่างอยู่แค่เพียงปลายนิ้ว คน Gen Z จึงให้ความสนใจประเภทอาหารที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น อาหารออร์แกนิค […]

รีวิวสร้างร้านภายใน 30 วัน (ตอนที่ 1- ขั้นตอนวางแผน)

ตอนที่ 1 – ขั้นตอนวางแผน (Planning Stage) พอเราได้ข้อสรุปกันว่าจะทำร้านอาหารอีสาน ก็มาถึงขั้นตอนการประชุมวางคอนเซปต์ร้านอาหารที่เราต้องการที่จะเป็น และสรุปกันได้ว่าจะทำร้านอาหารส้มตำรสชาติแบบต้นตำรับของจังหวดอุบลฯซึ่งเป็นบ้านเกิดของหนึ่งในหุ้นส่วน โดยไม่ปรับเปลี่ยนเลย เพื่อให้คนกรุงเทพฯได้รู้จักรสชาติของอาหารอีสานจริงๆ ซึ่งร้านส้มตำที่มีหลายสาขาแบรนด์อื่นในกรุงเทพฯส่วนใหญ่จะปรับรสชาติให้เหมาะสำหรับคุนกรุงเทพฯ ในเรื่องของราคานั้นเราตั้งใจให้ราคาอยู่ในช่วงที่สามารถจับต้องได้ทุกกลุ่ม คือต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 230-250 บาท ราคาอาจสูงกว่าร้านส้มตำข้างทางหรือเป็นเพิงหน่อย แต่ถ้าเทียบกับร้านอาหารทั่วๆไปที่ตามห้างหรือคอมมูนิตี้มอลล์แล้ว ถือว่าราคาไม่ได้สูงมากนัก โดยกลุ่มลูกค้าที่เราตั้งไว้นั้นจะเป็นกลุ่มครอบครัวและพนักงานออฟฟิศที่สามารถมาทานได้บ่อยๆ ซึ่งระหว่างที่เราประชุมคอนเซปต์ของร้าน เราก็ได้ไปลองทานร้านส้มตำหลายๆแบรนด์ในกรุงเทพฯ เพื่อเปรียบเทียบทั้งในเรื่องของโปรดักส์ กลุ่มลูกค้า ช่วงราคา และทำเลที่ตั้ง พอเรารู้แล้วว่าเราจะขายอะไรต่อมาเราก็เริ่มมาดูทำเลที่จะเปิดร้านว่าทำเลแบบไหนถึงจะเหมาะกับร้านและกลุ่มลูกค้าที่เราตั้งไว้ เราตกลงกันว่าสาขาแรกไม่อยากจะลงทุนเยอะทั้งในเรื่องของค่าเช่าและเงินลงทุนตอนต้น ทำให้ทำเลที่เปิดร้านเลยต้องเลือกที่เป็น standalone โดยเราเลือกทำเลย่านราชพฤกษ์ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยราคาสูง ถึงแม้ผู้คนจะไม่พลุกพล่านเหมือนทำเลในเมือง แต่ก็ถือว่าลูกค้ามีกำลังซื้อ และเป็นทำเลที่หนึ่งในหุ้นส่วนมีร้านอาหารกันอยู่แล้ว ทำให้คุ้นเคยกับกลุ่มลูกค้าย่านนั้นดีและค่าเช่าอยู่ในเกณฑ์ที่เรารับได้ หลังจากที่เราได้ที่ตั้งร้านเรียบร้อยแล้วอยู่ในโครงการ J Arena ตรงข้ามโครงการ The Circle Ratchapruek ก่อนที่จะทำการเซ็นสัญญาเช่าพื้นที่ เราก็เริ่มเอาข้อมูลที่มีทั้งหมดมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้โครงการหรือการทำ Feasibility study ว่าในทางทำเล ตลาดและการเงินมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน การที่เราทำการวิเคราะห์ความเป็นไปได้โครงการ (Feasibility Study) ก่อน จะทำให้เรารู้ว่าค่าเช่าที่เราได้รับ กลุ่มลูกค้าที่เราคาดหวัง ราคาขาย […]