รู้จัก 7 wastes แค่ลดได้ กำไรก็เพิ่ม - Torpenguin

รู้จัก 7 wastes แค่ลดได้ กำไรก็เพิ่ม


“a dollar saved is a dollar earned”

ถ้าเพิ่มรายได้ไม่ได้ ก็หาทางลดรายจ่ายซะ

.

ช่วงปีที่ผ่านมาถือเป็นอีกปีที่มีร้านอาหารมาขอคำปรึกษาเยอะ ซึ่งส่วนใหญ่คำถามที่เจ้าของร้านอาหารมักจะถามผมก็คือ

1. ทำยังไงถึงจะเพิ่มยอดขายได้

2. จะยิงแอดแบบไหนดี

3. จะทำโปรโมชั่นแบบบไหนดีลูกค้าถึงจะเข้ามาเยอะขึ้น

.

เจ้าของร้านส่วนใหญ่นั้นจะโฟกัสไปที่วิธีการหารายได้เป็นหลักซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่พวกเค้ากลับลืมอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันกับการเพิ่มรายได้คือเรื่อง “การลดค่าใช้จ่าย”

ซึ่งค่าใช้จ่ายในมุมของร้านอาหารนั้นมีตั้งแต่ ค่าเช่าสถานที่ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายตายตัว ค่าน้ำไฟ ค่าการตลาด ค่าพนักงานรวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่มากที่สุดในร้านอาหารคือค่าวัตถุดิบ (food cost) หลายๆร้านที่ขายได้แต่กลับไม่เหลือกำไรนั่นเป็นเพราะเค้าเหล่านี้ไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายหรือลดมันได้

แล้วการประหยัดค่าใช้จ่ายมันสามารถทำให้ร้านมีกำไรมากขึ้นได้จริงหรอ?

.

คิดง่ายๆ สมมุติร้านของคุณขายได้อยู่เดือนละ 1ล้านบาท และกำไรของร้านอาหารคุณคือ 20%

ถ้าคุณเพิ่มยอดขายได้ 10% นั่นคือ 100,000 บาท เท่ากับคุณจะมีกำไรเพิ่มขึ้น 20,000 บาท จริงมั้ยครับ

แต่นั่นเท่ากับคุณต้องหารายได้เพิ่มขึ้นวันละ 3 พันกว่าบาทซึ่งอาจจะไม่ง่ายนักในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้

แต่มุมกลับกันสมมุติว่าต้นทุนวัตถุดิบหรือ food cost คุณอยู่ที่ 35% ซึ่งก็คือ 350,000 บาท และคุณสามารถลดต้นทุนให้เหลือ 33%ได้ คุณจะเหลือต้นทุนแค่ 330,000 บาท ซึ่งเท่ากับคุณจะมีกำไรเพิ่มขึ้นมา 20,000 บาทเช่นเดียวกัน

ฉะนั้นแทนที่จะมัวแต่ดูเรื่องเพิ่มรายได้ อย่าลืมให้ความสำคัญกับเรื่องลดรายจ่ายด้วย เพราะหนึ่งบาทที่คุณประหยัดได้ก็คือกำไรของคุณโดยทันทีและเทคนิคในการลดต้นทุนแต่ยังคงซึ่งคุณภาพของวัตถุดิบและการบริการที่ดี ที่ทางผมได้เคยเอามาใช้กับที่ร้านคือ การกำจัด “7 wastes” หรือการลดความสูญเสียทั้ง 7 ประการ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1. ความสูญเสียจากการที่ทำมากเกินไป (Over production)

ส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดกับร้านอาหารประเภทบุฟเฟ่ต์แบบที่ลูกค้าเป็นคนตักเอง เช่นห้องอาหารบุฟเฟ่ต์ในโรงแรมทั้งหลาย แต่ความสูญเสียนี้ไม่ใช่เฉพาะการทำอาหารที่มากเกินที่ลูกค้าต้องการเท่านั้น แต่รวมไปถึงตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ ถ้าคุณเตรียมวัตถุดิบที่มากเกินความจำเป็น เช่นคุณหั่นผักเตรียมไว้สำหรับจะประกอบอาหารแล้วดันไม่มีลูกค้า หุงข้าวมากเกินไปแล้วขายไม่หมด เป็นต้น

เหล่านี้สามารถลดความสูญเสียได้โดยการคาดการณ์ปริมาณการสั่งของลูกค้าในแต่ละวัน ซึ่งเราสามารถนำข้อมูลการขายที่ได้จากระบบ POS นำมาวิเคราะห์การเตรียมอาหารในแต่ละวันได้ ซึ่งจะช่วยลดการทำงานโดยไม่จำเป็น รวมถึงเราอาจใช้ภาขนะที่มีขนาดเล็กลงแต่เพิ่มจำนวนในการเตรียมแทน เช่น ใช้หม้อหุงข้าวเล็กลงในการหุงแต่ละครั้ง หรือทอนปริมาณการเตรียมต่อหนึ่งครั้งให้น้อยลง

2. ความสูญเสียจากการรอคอย (Waiting)

ในมุมร้านอาหาร การรอคอยไม่ใช่มีแต่เฉพาะในมุมลูกค้าที่รอคิวหรือรออาหารที่ทำให้ร้านเสียโอกาสในการขายไปเท่านั้น แต่รวมไปถึงการที่พนักงานในครัวจะต้องรอวัตถุดิบมาส่ง รอผู้ช่วยเชฟหั่นผักเพื่อนำไปปรุง หรือแม้กระทั่งทำอาหารเสร็จแล้วแต่ต้องรอให้พนักงานเอาออกไปเสิร์ฟ เหล่านี้ทำให้การทำงานเกิดการสะดุดไม่ต่อเนื่อง และเกิดการรอโดยเปล่าประโยชน์

ซึ่งเราสามารถแก้ไขได้โดยการวางแผนการเตรียมงานล่วงหน้า มีการแบ่งหน้าที่ทั้งพนักงานหน้าบ้านและหลังบ้านให้ชัดเจน ไม่ไปกระจุกตัวอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง รวมถึงการวาง work flow การทำงานให้ไหลลื่นต่อเนื่องไม่มีสะดุด

ในส่วนของลูกค้าอาจมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเช่น tablet ในการสั่งอาหารเพื่อย่นระยะเวลาในการส่งออเดอร์ไปยังครัว รวมถึงการที่ลูกค้าสามารถจ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์เพื่อย่นระยะเวลาในการรูดบัตรหรือทอนเงินด้วย

3. ความสูญเสียจากการขนส่ง (Transportation)

การที่ร้านอาหารวางแผนการสั่งวัตถุดิบที่ไม่เหมาะสมนอกจากจะเกิดความสูญเสียเรื่องวัตถุดิบแล้วยังสูญเสียจากการขนส่งด้วย เพราะถ้าคุณแพลนของขาด อาจต้องเสียค่าเดินทางไปซื้อของเพิ่มเติม หรือจะคุณสั่งของมามากเกินก็สิ้นเปลืองค่าขนส่งโดยเปล่าประโยชน์

การที่คุณวางตำแหน่งของร้านที่ไม่เหมาะสมก็ทำให้เกิดการสูญเสียด้านการขนส่งด้วยเช่นกัน เช่น การวางตำแหน่งเคาเตอร์เซอร์วิสที่ไม่อยู่ในจุดที่เหมาะสมทำให้พนักงานเสิร์ฟต้องเดินไปๆมาๆเพื่อไปหยิบจานชามมาจัดบนโต๊ะ หรือการที่มีจุดออกอาหารเพียงจุดเดียวก็ทำให้พนักงานในครัวต้องเดินเพื่อนำอาหารมาวางเตรียมออกไปเสิร์ฟ

การวางผังร้าน (Restaurant plan) และการวางผังครัว (Kitchen plan) ที่เหมาะสมจากผู้ออกแบบหรือเชฟที่มีความเข้าใจในหน้างานที่ดี จะช่วยลดความสูญเสียที่ไม่จำเป็นลงได้มาก รวมถึงการวางแผนการสั่งวัตถุดิบที่ดีก็จะทำให้ไม่เกิดการสิ้นเปลืองในการขนส่งเช่นเดียวกัน

4. ความสูญเสียจากการมีขั้นตอนการทำงานที่มากเกินไป (Over processing)

ความสูญเสียที่เกิดจากการทำงานที่ซ้ำซ้อนกันหรือมีขั้นตอนที่มากเกินไปนั้น สามารถพบได้บ่อยๆในร้านอาหารที่ไม่มีการระบบการทำงานให้ดีตั้งแต่แรก ซึ่งทำให้เกิดความสูญเสียทั้งเวลาและกำลังคนไปโดยเปล่าประโยชน์

การเสียเวลาจัดเก็บวัตถุดิบที่ซ้ำซ้อนเช่น เมื่อเวลาของเข้าเรานำวัตถุดิบไปเก็บในที่ที่นึง และเมื่อถึงเวลากลับนำมาเก็บในตู้เย็นอีกที่ หรือการที่พนักงานตัดแต่งผักเตรียมไว้เพื่อรอนำมาปรุง แต่เชฟกลับนำผักที่ตัดแต่งแล้วมาหั่นอีกรอบ หรืออย่างร้านอาหารประเภท fine dining ที่อาจมี head chef มาคอยเช็คอาหารทุกจานก่อนออกเสิร์ฟซึ่งเชฟแต่ละสเตชั่นก็ได้ตรวจตราหลังปรุงเสร็จอยู่แล้ว

เหล่านี้สามารถแก้ไขได้โดยการกำหรดรูปแบบการทำงาน ผู้รับผิดชอบ สเปคของวัตถุดิบให้ชัดเจนตั้งแต่แรกก็จะช่วยลดการขั้นตอนการทำงานที่มากเกินไปและลดความซ้ำซ้อนลงไปได้

5. ความสูญเสียจากการจัดการวัตถุดิบ (Inventory)

ความสูญเสียด้านวัตถุดิบคือหนึ่งในความสูญเสียที่มากที่สุดของร้านอาหารเพราะวัตถุดิบเป็นของที่มีอายุจำกัด หากไม่มีการวางแผนการสั่งวัตถุดิบหรือการเก็บรวมถึงวางแผนการใช้ให้ดีแล้ว อาจทำให้ร้านอาหารถึงขั้นขาดทุนเลยก็เป็นได้

หลายร้านที่เลือกสั่งวัตถุดิบคราวละมากๆเพื่อลดจำนวนการสั่งและหวังจะได้ราคาที่ถูกลง แต่ก็อาจเสี่ยงกับการที่ใช้วัตถุดิบไม่หมดซึ่งอาจเกิดการเน่าเสียและสิ้นเปลืองรวมไปถึงอาจต้องมาปวดหัวเรื่องบริหารจัดการสต๊อก

ตัวอย่างความสูญเสียด้านวัตถุดิบง่ายๆที่ทุกร้านอาหารต้องเจอก็คือ ผัก หลายร้านจะซื้อผักแล้วมาล้างตัดแต่งเองเพราะคิดว่าต้นทุนต่อกิโลกรัมถูกกว่า แต่แท้จริงแล้วการที่เรานำมาตัดแต่งเองนอกจากจะเกิดการสูญเสียด้านวัตถุดิบมากแล้ว ยังสูญเสียทั้งเรื่องเวลา กำลังคน อีกด้วย ซึ่งบางทีพอนำกลับมาคิดเป็นต้นทุนแล้ว การที่เราซื้อผักที่ผ่านการตัดแต่งมาแล้ว ถึงราคาอาจจะแพงกว่าปกติระดับนึง แต่ก็สามารถช่วยลดการสูญเสียต่างๆลงได้มาก

อีกวิธีนึงที่จะช่วยทำให้จัดการวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพคือการทำ FIFO (first in-first out) จะช่วยทำให้วัตถุดิบที่รับเข้ามาก่อนถูกนำมาใช้ก่อน เจะช่วยลดการหมดอายุของวัตถุดิบลงไปได้

6. ความสูญเสียจาการเคลื่อนไหว (Motion)

เคยเห็นเวลาอาเฮียที่เปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวเป็นสิบๆปีลวกก๋วยเตี๋ยวหยิบเส้นหยิบจานโดยไม่ต้องมองหรือเอื้อมมือไปหยิบมั้ย? แล้วเคยสังเกตคนที่เพิ่งเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวใหม่ๆ ที่เวลาจะหยิบจับอะไรก็ดูเก้งกังๆ ของวางไม่ถูกตำแหน่งบ้างรึเปล่า? สิ่งนี้แหละที่เรียกว่าความสูญเสียจากการเคลื่อนไหว (motion) ความสูญเสียนี้สามารถเกิดขึ้นได้จากทั้งทางหน้าบ้านและหลังบ้าน(ครัว)

การวางตำแหน่งตู้เย็นที่ไม่สอดคล้องกับการทำงาน การจัดวางอุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสม ทำให้ผู้ใช้งานจะต้องเดินไปหยิบหรือเอื้อมไปหยิบตลอดเวลาซึ่งนอกจากจะทำให้งานสะดุดแล้ว อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ใช้งานด้วย

ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ หากมีสังเกตการทำงานในแต่ละกระบวนการอย่างละเอียดว่ามีตรงไหนจัดวางไม่เหมาะสมหรือ flow การทำงานไม่ดีบ้าง แล้วนำมาปรับปรุงจัดวางใหม่ให้สามารถทำงานได้โดยไม่เสียการเคลื่อนไหวที่เกินความจำเป็น ซึ่งนอกจากจะลดเวลาการทำงานลงแล้วยังทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อีกทาง

7. ความสูญเสียจากการผลิตของเสีย (Defect)

ความสูญเสียจากการผลิตของเสีย สามารถเกิดได้ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบจากการที่เตรียมวัตถุดิบที่ไม่ตรงกับสเปคในการประกอบอาหาร เช่นหั่นผักขนาดเล็กจนเกินไป  ไปจนถึงขั้นตอนการปรุงอาหารที่ผิดทำให้อาหารจานนั้นเป็นของเสียไม่สามารถออกเสิร์ฟลูกค้าได้ เช่น การทอดไก่นานเกินไปจนไหม้เกรียม ผสมน้ำซุปผิดสูตร หรือ ปรุงออกมาแล้วรสชาติไม่ได้ตามาตรฐาน

เหล่านี้เกิดจากการที่ไม่มีการจัดทำมาตรฐานการทำงาน (Standard operating procedure หรือ SOP) ทำให้เกิดปัญหาการทำงานที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้เกิดโอกาสที่จะทำผิดพลาดเกิดเป็นของเสีย (defect) ขึ้นมาได้

…………………………………………………………………………………………..

มีตัวอย่างร้านส้มตำร้านนึงในจังหวัดฉะเชิงเทราที่เจ้าของท่านนึงทำเองมาได้ปีกว่า รายได้อยู่ที่ประมาณ 3 แสนบาทต่อเดือนหรือตกวันละ 1หมื่นบาท ฟังดูก็ไม่แย่ใช่มั้ยครับ แต่ร้านนี้กลับขาดทุนเดือนละ 50,000-80,000 บาททุกเดือน

สุดท้ายก็แบกรับภาระขาดทุนไม่ไหว เลยให้คนรู้จักซึ่งมีประสบการณ์ในการบริหารร้านอาหารมารับช่วงต่อ โดยทางเจ้าของใหม่ได้ทำการรื้อระบบร้านเดิมรวมถึงตัวพนักงานและเมนูออกไปทั้งหมด

ผลลัพธ์หลังจากผ่านไปสองเดือนคือยอดขายของร้านยังคงอยู่ที่ประมาณ 3 แสนบาทเท่าเดิม แต่ที่เปลี่ยนไปคือ ร้านนี้มีกลับกำไร 30,000-50,000 บาท ทั้งที่เจ้าของคนก่อนกลับทำขาดทุนมาตลอด

.

แล้วเค้าทำได้อย่างไร ?

ผมมีโอกาสได้คุยกับเจ้าของร้านคนใหม่นี้ เค้าบอกว่าเค้ายังไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย ลูกค้าเลยยังเป็นลูกค้ากลุ่มเดิมที่เคยมากินประจำ รูปแบบเมนูก็ไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก แต่สิ่งที่เค้าทำคือ การวางระบบการทำงานของร้านอาหาร รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุน รวมถึงจัดทำมาตรฐานการทำงาน (SOP) โดยละเอียดตั้งแต่ขนาดรูปแบบของวัตถุดิบที่ใช้ (product specification) สูตรอาหาร (recipe)  และขั้นตอนการปรุงอาหาร (cooking) โดยที่ไม่ได้ไปลดคุณภาพของวัตถุดิบลงเลย

นอกจากนี้เค้ายังทำการวางแผนการสั่งวัตถุดิบให้สอดคล้องการปริมาณการใช้ในแต่ละวันเพื่อลดความสูญเสียด้านวัตถุดิบ (inventory) ลง รวมถึงปรับ flow การทำงานใหม่เพื่อลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน (over processing) และ ปรับการจัดวางอุปกรณ์ใหม่เพื่อลดความสูญเสียจากการเคลื่อนไหวลง (motion)

ค่าใช้จ่ายที่เจ้าของใหม่คนนี้สามารถลดไปได้นั้น ก็มีตั้งแต่ค่าวัตถุดิบ จำนวนพนักงานที่ลดลงแต่ประสิทธิภาพมากขึ้น ค่าขนส่งที่ลดลง และที่สำคัญที่สุดมาตรฐานของร้านทั้งในเรื่อง รสชาติ การบริการ และการทำงานที่ดีมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสบการณ์ที่ดีต่อลูกค้าโดยตรง

.

เห็นมั้ยครับบางครั้งกำไรที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มาจากการที่เราขายของได้มากขึ้น แต่เป็นเพราะเราสามารถลดความสูญเสียที่ไม่จำเป็นออกจากร้านอาหารเราไปได้ แค่นี้ก็ทำให้เรามีกำไรมากขึ้นแล้ว

#ต่อเพนกวิน

HOT STORIES

ทำไม “ช่างชุ่ย” ถึงไม่ประสบความสำเร็จ

ทำไม “ช่างชุ่ย” ถึงไม่ประสบความสำเร็จ ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว “ช่างชุ่ย” (www.changchuibangkok.com) เป็นโครงการทื่ฮืฮฮาในช่วงเปิดตัวช่วงแรกเป็นอย่างมาก ทำเอารถติดทั้งถนนสิรินธร ยาวไปจนถึงปิ่นเกล้าอยู่ช่วงนึง ถึงขนาดมีกระทู้ดราม่าในออนไลน์ แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือนโครงการก็เริ่มเงียบลงเรื่อยๆ จนทุกวันนี้ผู้เช่าเริ่มทยอยออก ผู้เช่าที่ยังอยู่หลายรายก็เปิดร้านเฉพาะในช่วงเย็นหรือเสาร์อาทิตย์เท่านั้น เราลองมาวิเคราะห์กันดูเล่นๆว่าสาเหตุใดที่ทำให้โครงการนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ปล. ความเห็นทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมคนเดียวนะครับ 1. ปัญหาทำเลที่ตั้งโครงการ ปัจจัยในความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของธุรกิจรีเทลนั่นก็คือ ทำเล ทำเล และ ทำเล โครงการช่างชุ่ยนั้นตั้งอยู่ฝั่งธนฯ ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยของคนกรุงเทพฯ ซึ่งย่านฝั่งธนฯเองนั้นก็มีโครงการลักษณะนี้ขึ้นเต็มไปหมด แต่แทบไม่มีโครงการไหนเลยที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จได้เต็มปาก ไม่ว่าจะเป็น The Circle ราชพฤกษ์ Crystal SB ราชพฤกษ์ The Walk ราชพฤกษ์ ที่คนหนาแน่นในวันหยุดแต่ก็เงียบในวันธรรมดาเหล่านี้คือเจ้าที่เรียกได้ว่าพอถูๆไถๆ แต่หากพูดถึง The Bright พระรามสอง Victoria Gardens เพชรเกษม หรือ Sena Fest เจริญนคร ฯลฯ แล้วเหล่านี้คือห้างที่แมลงวันบินทียังได้ยินเสียง ขนาดโครงการเหล่านี้ที่ถือว่าอยู่ในทำเลชุมชนที่พักอาศัยหนาแน่นและมีกำลังซื้อสูงทั้งในย่าน ราขพฤกษ์ […]

ทำร้านอาหารมีแต่ passion แต่ไม่มีระบบ มันไม่ทำให้อยู่รอดได้นะ

ทุกวันนี้เวลาได้คุยกับคนที่เริ่มมาทำร้านอาหารหรือร้านขนม หลายคนที่ได้คุย ชอบบอกกับผมว่าเค้าอยากทำร้านเพราะเค้าชอบทำอาหาร เวลาทำให้ญาติหรือเพื่อนๆทานก็มีแต่คนบอกว่าอร่อย และเชียร์ให้เปิดร้านขายเลย สุดท้ายหลายคนถึงขั้นยอมออกจากงานเงินเดือนดีๆมาทำ หรือบางคนแทนที่สืบทอดกิจการจากที่บ้านก็ขอที่บ้านมาทำร้านเพราะอยากพิสูจน์ตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ การทำอาหารกับ การทำธุรกิจอาหาร มันคนละเรื่องกัน! การมี Passion ในการทำงานย่อมเป็นเรื่องที่ดี เพราะการทำร้านอาหารร้านนึงไม่ว่าจะเป็นร้านเล็กร้านใหญ่ คุณจะต้องพบเจอปัญหาตลอดทางตั้งแต่การเริ่มทำร้าน การคิดเมนู การทำการตลาด ไปจนถึงการบริการ การเงินบัญชี หากใครไม่มี Passion ในการทำร้านตั้งแต่ต้นแล้ว เชื่อว่าคงพับกระเป๋ากลับบ้านได้ในระยะเวลาไม่กี่เดือนแน่นอน แต่การมี Passion อย่างเดียวไม่สามารถทำให้ร้านอยู่รอดได้ แค่อยู่รอดนะ ไม่ได้หมายความจะประสบความสำเร็จด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างการทำร้านขนมเล็กๆหนึ่งร้านว่าคุณจะต้องเจออะไรบ้าง อยากแรกเลยคือเรื่องสถานที่ ตอนคุณทำขนมที่บ้านคุณไม่ต้องเสียค่าเช่าที่ ค่าน้ำค่าไฟ ตู้ย็นคุณก็ใช้ของที่บ้านได้ แต่พอคุณทำร้านคุณเอง ไหนจะค่าตกแต่ง ค่าเช่า ค่าน้ำค่าไฟ การวางแผนการเงินการลงทุนก่อนทำร้านถึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของร้านคุณเลยว่าควรจะไปทางไหน ต่อมาคือเรื่องคน ตอนคุณทำขนมที่บ้าน คุณอยากทำวันไหนก็ได้ วันไหนเหนื่อยก็หยุดพัก แต่พอมาทำร้านจากความชอบกลายเป็นหน้าที่ วันไหนขี้เกียจก็ต้องตื่นมานั่งทำวันหยุดเหมือนคนอื่นๆก็ไม่มี ถึงต่อให้ไม่ทำเองก็ต้องให้ลูกน้องทำ ซึ่งบางวันก็ทำตามมาตรฐานเรา บางวันก็ทำตามใจตัวเอง อร่อยบ้างไม่อร่อยบ้าง ก็ทนให้ลูกค้าด่าไป อยู่ดีๆวันนึงลูกน้องอันประเสริฐของคุณก็ดันออกโดยไม่แจ้งล่วงหน้า แล้วคุณเองก็ดันไม่ได้มีคนสำรองไว้ด้วย งานเข้าเลยทีนี้ ต้องมานั่งวุ่นหาคนมาช่วย […]

รีวิวสร้างร้านภายใน 30 วัน (ตอนที่ 1- ขั้นตอนวางแผน)

ตอนที่ 1 – ขั้นตอนวางแผน (Planning Stage) พอเราได้ข้อสรุปกันว่าจะทำร้านอาหารอีสาน ก็มาถึงขั้นตอนการประชุมวางคอนเซปต์ร้านอาหารที่เราต้องการที่จะเป็น และสรุปกันได้ว่าจะทำร้านอาหารส้มตำรสชาติแบบต้นตำรับของจังหวดอุบลฯซึ่งเป็นบ้านเกิดของหนึ่งในหุ้นส่วน โดยไม่ปรับเปลี่ยนเลย เพื่อให้คนกรุงเทพฯได้รู้จักรสชาติของอาหารอีสานจริงๆ ซึ่งร้านส้มตำที่มีหลายสาขาแบรนด์อื่นในกรุงเทพฯส่วนใหญ่จะปรับรสชาติให้เหมาะสำหรับคุนกรุงเทพฯ ในเรื่องของราคานั้นเราตั้งใจให้ราคาอยู่ในช่วงที่สามารถจับต้องได้ทุกกลุ่ม คือต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 230-250 บาท ราคาอาจสูงกว่าร้านส้มตำข้างทางหรือเป็นเพิงหน่อย แต่ถ้าเทียบกับร้านอาหารทั่วๆไปที่ตามห้างหรือคอมมูนิตี้มอลล์แล้ว ถือว่าราคาไม่ได้สูงมากนัก โดยกลุ่มลูกค้าที่เราตั้งไว้นั้นจะเป็นกลุ่มครอบครัวและพนักงานออฟฟิศที่สามารถมาทานได้บ่อยๆ ซึ่งระหว่างที่เราประชุมคอนเซปต์ของร้าน เราก็ได้ไปลองทานร้านส้มตำหลายๆแบรนด์ในกรุงเทพฯ เพื่อเปรียบเทียบทั้งในเรื่องของโปรดักส์ กลุ่มลูกค้า ช่วงราคา และทำเลที่ตั้ง พอเรารู้แล้วว่าเราจะขายอะไรต่อมาเราก็เริ่มมาดูทำเลที่จะเปิดร้านว่าทำเลแบบไหนถึงจะเหมาะกับร้านและกลุ่มลูกค้าที่เราตั้งไว้ เราตกลงกันว่าสาขาแรกไม่อยากจะลงทุนเยอะทั้งในเรื่องของค่าเช่าและเงินลงทุนตอนต้น ทำให้ทำเลที่เปิดร้านเลยต้องเลือกที่เป็น standalone โดยเราเลือกทำเลย่านราชพฤกษ์ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยราคาสูง ถึงแม้ผู้คนจะไม่พลุกพล่านเหมือนทำเลในเมือง แต่ก็ถือว่าลูกค้ามีกำลังซื้อ และเป็นทำเลที่หนึ่งในหุ้นส่วนมีร้านอาหารกันอยู่แล้ว ทำให้คุ้นเคยกับกลุ่มลูกค้าย่านนั้นดีและค่าเช่าอยู่ในเกณฑ์ที่เรารับได้ หลังจากที่เราได้ที่ตั้งร้านเรียบร้อยแล้วอยู่ในโครงการ J Arena ตรงข้ามโครงการ The Circle Ratchapruek ก่อนที่จะทำการเซ็นสัญญาเช่าพื้นที่ เราก็เริ่มเอาข้อมูลที่มีทั้งหมดมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้โครงการหรือการทำ Feasibility study ว่าในทางทำเล ตลาดและการเงินมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน การที่เราทำการวิเคราะห์ความเป็นไปได้โครงการ (Feasibility Study) ก่อน จะทำให้เรารู้ว่าค่าเช่าที่เราได้รับ กลุ่มลูกค้าที่เราคาดหวัง ราคาขาย […]

รีวิวสร้างร้านภายใน 30 วัน (เกริ่น)

เมื่อผมและหุ้นส่วนคิดจะทำร้านอาหารแบรนด์ใหม่กันซึ่งเป็นร้านอาหารอีสาน เลยถือโอกาสเขียนบทความนี้เพื่อให้คนที่สนใจทำร้านอาหารได้เห็นถึงกระบวนการเริ่มทำร้านอาหารตั้งแต่ต้นจนเปิดร้าน ซึ่งใช้เวลารวมทั้งหมดแค่ 30 วัน ตั้งแต่เริ่มคิดคอนเซปต์ หาที่ ตกแต่งก่อสร้างไปจนถึงเริ่มเปิดร้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายๆคนที่อยากทำร้านอาหารอยากรู้ แต่ไม่รู้ว่าจะไปหาข้อมูลเหล่านี้ได้จากไหน และควรจะวางแผนงานอย่างไร โดยใช้ประสบการณ์จากการทำร้านแบรนด์ Penguin Eat Shabu ของตัวเอง รวมถึงหุ้นส่วนที่เป็นอดีตผู้บริหารแบรนด์ร้านอาหารทั้งในเอเชียและยุโรปกว่า 30 สาขา โดยบทความนี้จะแบ่งออกเป็นตอนๆ เพื่อจะได้มีโอกาสลงลึกในรายละเอียดให้มากยิ่งขึ้น โดยผมจะแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนหลักๆในการทำร้านปลาร้าขึ้นมาคือ 1. ขั้นตอนวางแผน (Planning stage) ขั้นตอนนี้จะพูดถึงตั้งแต่การคิดคอนเซปต์ของร้าน Positioning ว่าเราจะอยู่ตรงไหนของตลาด รูปแบบ Business model รวมถึงการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ (Project feasibility study) ว่าควรจะลงทุนเท่าไหร่ กี่ปีถึงจะคืนทุน 2. ขั้นตอนออกแบบ (Design stage) ขั้นตอนออกแบบจะพูดถึงวิธีการหา design references เพื่อส่งต่อให้ดีไซเน่อร์ไปออกแบบ การวางคอนเซปต์การออกแบบร้านให้แตกต่างจากตลาด การวางผังร้านผังครัว เพื่อให้การทำงานลื่นไหลไม่สะดุด การประเมินงบประมาณการตกแต่ง การออกแบบร้านและ Corporate Identity […]