เข้าใจลักษณะนิสัยลูกค้าแต่ละกลุ่มช่วงอายุ - Torpenguin

เข้าใจลักษณะนิสัยลูกค้าแต่ละกลุ่มช่วงอายุ

ลองถามตัวคุณเองดูว่าตอนคุณอายุ 20 กับคุณในปัจจุบันยังชอบร้านอาหารร้านเดิมอยู่ไหม เมื่อเวลาเปลี่ยน วิถีชีวิตเปลี่ยน รายได้เพิ่มมากขึ้นความชอบก็อาจเปลี่ยนไป การเข้าใจนิสัยของคนในแต่ละช่วงอายุจะทำให้คุณสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายลูกค้าได้แม่นยำมากขึ้น

ซึ่งเราสามารถแบ่งกลุ่มคนออกตามช่วงอายุได้ทั้งหมด 4 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

 

Generation Z

คือกลุ่มคนที่เกิดหลังจากปี 1995 เป็นต้นไป

กลุ่ม Gen Z ถือเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่เกิดมาในยุคโซเชียลมีเดียอย่างเต็มตัว เกิดมาก็อยู่ในยุคที่มือถือมีกล้องและเล่นโซเชียลมีเดียได้แล้ว ทำให้คนกลุ่มนี้ชีวิตติดอยู่กับมือถือตลอดเวลา จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต พวกเขามักจะเลือกร้านอาหารตามสิ่งที่เขาเห็นในออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นรีวิวต่างๆ หรือจากที่เพื่อนแชร์ในโซเชียลมีเดีย และกลุ่ม Gen Z นี้ก็พร้อมที่จะแชร์ประสบการณ์ที่ตัวเองได้รับลงโซเชียลมีเดียด้วยเช่นเดียวกัน

ถึงแม้คนกลุ่มนี้จะมีกำลังซื้อที่ยังน้อย แต่กลับกลายเป็นคนที่มีอิทธิพลในโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก หลายๆ คนเปลี่ยนตัวเองมาเป็น Blogger เป็น Youtuber ตั้งแต่ยังเรียนหนังสืออยู่ คอยไปรีวิวร้านกาแฟสวยๆ ร้านอาหารแนวๆ ลงในเพจของตัวเอง ทำให้ร้านนั้นๆ เริ่มเป็นที่รู้จัก

ข้อมูลที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือคน Gen Z เป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการกินเป็นอันดับต้นๆ และการที่คนกลุ่มนี้อยู่ในยุคที่ข้อมูลทุกอย่างอยู่แค่เพียงปลายนิ้ว คน Gen Z จึงให้ความสนใจประเภทอาหารที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น อาหารออร์แกนิค กลูเตนฟรี อาหารเชื้อชาติต่างๆ ไปจนถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบว่าได้คุณภาพและได้ช่วยเหลือเกษตกรหรือไม่ โดยไม่ได้สนใจเพียงแค่รสชาติของอาหารหรือเรื่องการถ่ายรูปแบบที่เราเข้าใจเพียงอย่างเดียว

ปัจจุบันคนกลุ่มนี้ส่วนมากยังอยู่ในวัยเรียน ทำให้อาจไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของร้านอาหารประเภท casual dining หรือ fine dining ซึ่งมีราคาแพง  แต่สำหรับร้านประเภท fast food, fast casual หรือแม้กระทั่งร้านอาหารชั่วคราวอย่าง food truck และร้าน Pop up กลับชื่นชอบคน Gen Z ดังจะเห็นได้จากการตลาดและโปรโมชั่นต่างๆ ที่ออกมาเพื่อดึงดูดคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ

Generation Y

ประชากรกลุ่ม Gen Y คือกลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 1980 – 1995

เป็นกลุ่มที่อยู่ในยุคเปลี่ยนแปลงจากอนาล็อคมาเป็นดิจิทัลและโตมาพร้อมกับอินเทอร์เน็ต เริ่มมีโปรแกรมแชทออนไลน์ มีอีเมลล์เข้ามา ทำให้คนกลุ่มนี้เริ่มมีการแชร์ข้อมูลต่างๆ กันมากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งพอมีโซเชียลมีเดียเข้ามา คนกลุ่มนี้ก็คือกลุ่มคนที่ใช้งานหลักทั้งในเรื่องของการทำงานและชีวิตส่วนตัว

ปัจจุบันเราถือว่ากลุ่ม Gen Y นี้เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลมากที่สุด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดอยู่ที่ประมาณ 20 – 25% ของจำนวนประชากรโลก

Gen Y นี้เป็นกลุ่มที่ถ่ายภาพก่อนกินเช่นเดียวกับคน Gen Z คือต้องเชื่อมต่อกับโลกโซเชียลมีเดียตลอดเวลา ทั้ง Facebook Instagram และ Twitter คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่การตัดสินใจส่วนหนึ่งมาจากกระแสในโลกออนไลน์ ถ้าร้านไหนเห็นว่าดี ร้านสวย หรือเมนูมีความแปลกใหม่ ก็พร้อมจะไปลองได้โดยทันที จนบางครั้งเราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า The Foodie generation

แต่ไม่ใช่ว่าคนกลุ่มนี้จะสนใจแต่เรื่องการถ่ายภาพ การแชร์ข้อมูล จนไม่สนใจเรื่องคุณภาพอาหารเลย คน Gen Y ยังเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการกินอาหารที่ไม่ทำร้ายสุขภาพ กินหวานน้อยลง และใช้วัตถุดิบที่ดีเช่นกัน เช่น ร้านโอ้กระจู๋ ร้านอาหารสุขภาพจากจังหวัดเชียงใหม่ที่เน้นวัตถุดิบที่ปลูกขึ้นมาเอง ร้าน Jones’ salad ที่เน้นขายแต่สลัดก็เป็นร้านยอดฮิตของพนักงานออฟฟิศ Gen Y  หรือแบรนด์ธัญพืชอบกรอบอย่าง Diamond grains ก็เติบโตขึ้นมาได้เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ที่ให้ใส่ใจเรื่องสุขภาพเช่นเดียวกัน

นิสัยที่เด่นชัดของคน Gen Y และ Gen Z ที่เหมือนกันอย่างหนึ่งก็คือ เกลียดการรอคอย การบริการที่รวดเร็วถือเป็นสิ่งที่ร้านอาหารยุคนี้ต้องให้ความสำคัญ ต่อให้อาหารจะอร่อยแค่ไหน ถ้าร้านคุณทำให้คนกลุ่มนี้รอนาน อย่าได้หวังว่าพวกเขาจะกลับมาอีกเป็นครั้งที่สอง และด้วยสาเหตุนี้เองทำให้ธุรกิจ Delivery จึงเข้ามามีอิทธิพลในยุคนี้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Lineman, Uber eat  หรือ Food panda ซึ่งกลุ่ม Gen Y บางส่วนพร้อมที่จะสั่งอาหารแบบบริการส่งถึงที่จากร้านคุณ เพราะขี้เกียจออกไปกินที่ร้าน โดยยินดีเป็นคนรับผิดชอบค่าขนส่งเองทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มช่องทางการขายที่ดีในทางหนึ่ง

 

Generation X

ประชากรกลุ่ม Gen X คือกลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 1960-1980

คนกลุ่มนี้คือกลุ่มที่เกิดมาในยุคที่โลกยังไม่มีเทคโนโลยีอย่างเช่นทุกวันนี้ ฉะนั้นการตัดสินใจเลือกร้านของคนกลุ่ม Gen X อาจจะอยู่ที่ชื่อเสียงของแบรนด์ หรือการบอกต่อของเพื่อนเป็นหลัก แต่ไม่ใช่ว่าคนกลุ่มนี้จะไม่เปิดรับสื่อออนไลน์เลย การทำการตลาดบนออนไลน์อย่างเช่น Facebook, Line@ หรือแม้กระทั่ง Google ก็ยังคงมีความสำคัญ เพราะบางครั้งต่อให้คนกลุ่มนี้เป็นคนจ่ายเงิน แต่คนเลือกร้านอาจเป็นรุ่นลูกซึ่งอยู่ในกลุ่ม Gen Y หรือ Z ก็เป็นได้

คนกลุ่ม Gen X นี้ถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงที่สุดในทุกๆ กลุ่ม ด้วยวัยและหน้าที่การงานที่มาถึงในจุดสูงสุดของชีวิต การกินการอยู่จึงไม่ใช่แค่กินเพื่อประทังชีวิตหรือตามกระแสอย่าง Gen Y และ Z อีกต่อไปแล้ว แต่คนกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพ การบริการ และวัตถุดิบมากกว่าเรื่องของราคา

อย่างไรก็ตามต่อให้คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงสุด แต่คน Gen X ส่วนใหญ่ก็ยังต้องการอาหารที่เรียบง่าย ไม่หวือหวาแบบอาหารฟิวชั่น หรืออาหารที่มีส่วนผสมที่ไม่คุ้นหู

ฉะนั้นร้านอาหารประเภท casual dining ที่เน้นคุณภาพของวัตถุดิบ ยกตัวอย่างเช่น ร้านแหลมเจริญ ร้านสมบูรณ์โภชนา ร้านครัวเจ๊ง้อ หรือ ร้าน Salad factory ฯลฯ จึงเป็นร้านประจำของคนกลุ่มนี้ และที่สำคัญคนกลุ่มนี้มักจะมากับครอบครัว ทำให้ร้านอาหารควรมีโต๊ะที่สามารถรองรับสมาชิกเป็นจำนวนมากไว้ด้วย

 

Baby Boomer

กลุ่มสุดท้าย Baby boomer หรือกลุ่มผู้สูงอายุที่เกิดในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

กลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับทุกกลุ่ม การเล่นโซเชียลมีเดียมักมีจุดประสงค์เพื่อคุยกับสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนเป็นหลัก ซึ่งโซเชียลมีเดียที่นิยมใช้คือ Line เพราะเป็นสิ่งที่ใช้งานง่ายที่สุด ร้านไหนที่ต้องการจับตลาดคนกลุ่มนี้ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องให้ความสำคัญกับ Line และ Line@

กลุ่ม Baby boomer ถือเป็นกลุ่มที่เปลี่ยนแปลงอะไรได้ค่อนข้างยาก มักจะชอบกินอาหารในร้านเดิมๆ บรรยากาศเดิมๆ ลองสังเกตดูพ่อแม่หรือปู่ย่าเราก็ได้ ถ้าท่านชอบกินข้าวหรือตัดผมร้านไหน ท่านก็จะไปแต่ร้านเดิมๆ สั่งอาหารเดิมๆ แต่ก็ถือว่าเป็นกลุ่มที่ไม่ควรมองข้าม โดยมีการคาดการณ์ไว้ว่าภายในปี 2020 ประเทศไทยอาจเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุเต็มตัว สังเกตได้จากเริ่มมีหลายธุรกิจที่พยายามจะจับตลาดกลุ่มนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจการแพทย์ ไปจนถึงธุรกิจบริการอย่างร้านอาหาร

แล้วจะจับกลุ่มนี้อย่างไรถ้าเราเป็นร้านอาหารเปิดใหม่?

สิ่งที่น่าสนใจคือถึงแม้คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะค่อยไม่ได้ใช้เครื่องมือสื่อสารบนโลกออนไลน์มากนัก แต่การทำการตลาดออนไลน์เพื่อจับคนกลุ่มนี้ยังคงมีความสำคัญ เนื่องจากพวกเขามักปล่อยให้การตัดสินใจในการเลือกร้านเป็นของคนกลุ่ม Gen X หรือ Y ซึ่งเป็นรุ่นลูกเป็นคนตัดสินใจให้แทน

 

#ต่อเพนกวิน

#ผู้ชายขายบริการ

HOT STORIES

ทำร้านบุฟเฟต์อย่างไรให้มีกำไร

ประเทศไทยถือเป็นประเทศนึงที่มีร้านบุฟเฟต์เยอะมากๆ ถ้าเทียบกับในเอเชียด้วยกัน ซึ่งเราสามารถเห็นได้ตั้งแต่ ร้านอาหารญี่ปุ่นซึงเป็นอาหารยอดฮิตของคนไทน เช่น ยากินิกุ ชาบูชาบู หรือแม้กระทั่งซูชิบุฟเฟต์ อาหารนานาชาติตามโรงแรมต่างๆ อาหารไทย ประเภท หมูกระทะ ไก่ย่าง ส้มตำ ขนมจีน ไปจนถึงร้านขนม เนื่องด้วยพฤติกรรมและนิสัยของคนไทยที่ชอบทานอาหารเป็นหมู่คณะ และไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะต้องจ่ายเงินเท่าไหร่ ทำให้ธุรกิจร้านอาหารบุฟเฟต์โตสวนกระแสร้านอาหารประเภทอื่น แต่ในขณะเดียวกันกลับมีไม่กี่ร้านที่สามารถยืนหยัดท่ามกลางการแข่งขันเหล่านี้ได้ ที่เหลือต่างล้มหายตายจากไปในระยะเวลาอันรวดเร็ว ด้วยเหตุหลายๆปัจจัยไม่ว่าจะเป็นควบคุมต้นทุนไม่ได้ ลูกค้าลดลงทำให้กำไรไม่เหลือ คู่แข่งที่มาตัดราคา ไม่มีจุดเด่นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ฯลฯ วันนี้เลยอยากสรุปเทคนิคการทำร้านอาหารบุฟเฟต์ให้อยู่รอดได้มาฝากกัน   ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้ม จริงๆแล้วลูกค้าไม่ได้สนใจว่าราคาบุฟเฟต์ของคุณจะถูกหรือแพง เค้าสนใแค่ว่าคุ้มหรือไม่คุ้มกับเงินที่เค้าจ่ายไปมากกว่า ฉะนั้นไม่ว่าคุณจะตั้งราคาบุฟเฟต์ของคุณเท่าไหร่ จะ 99 บาทหรือ 1000 บาท จงมั่นใจว่าเมนูที่คุณให้ลูกค้าจะทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปให้คุณ โดยที่ไม่ได้รู้สึกว่าถูกยัดเยียดหรือเอาเปรียบ จำไว้ว่าลูกค้ามีทางเลือกเสมอ เมื่อเค้ารู้สึกว่าคุณไม่แฟร์กับเค้า เค้าก็พร้อมจะไปทานร้านอื่นทันที เพราะไม่ได้มีร้านคุณร้านเดียวที่ขายอาหารแบบนี้   บริหารจัดการต้นทุนให้ดี “You can’t manage what you can’t measure” “คุณไม่สามารถบริหารจัดการอะไรที่คุณไม่สามารถตรวจวัดได้” ก่อนที่คุณจะเริ่มคิดถึงการบริหารจัดการต้นทุน คุณต้องรู้ก่อนว่าในแต่ละเมนูของคุณต้นทุนเท่าไหร่มีส่วนประกอบอะไรบ้างกี่กรัม […]

ความสำเร็จของธุรกิจมาจากการติดกระดุมเม็ดแรกที่ถูกต้อง

เวลาคุณเปิดร้านอาหาร ถ้าร้านคุณมีปัญหาเรื่องรสชาติอาหารหรือคุณภาพของการบริการ คุณยังมีโอกาสที่จะปรับปรุงได้ แต่ถ้าคุณเลือกทำเลที่ผิด หรือลงทุนร้านเกินกว่าที่ควรจะเป็น คุณจะไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้เลย ไม่ต่างอะไรกับการติดกระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดๆต่อไปก็ผิดหมด การติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกจึงเป็นสิ่งที่เจ้าของร้านอาหารควรจะต้องคำนึงเป็นอันดับแรก นั่นก็คือ การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน (Feasibility Study) ซึ่งจะทำให้คุณรู้ถึงสภาพตลาด การแข่งขัน ทำเลที่เหมาะสม รวมไปถึงเรื่องการลงทุน ก่อนที่คุณจะเริ่มลงมือทำจริง แต่ปรากฏว่าสิ่งนี้กลับเป็นสิ่งที่ถูกละเลยไป คนทำร้านอาหารใหม่ส่วนใหญ่มักจะทุ่มเวลาไปกับการคิดเมนูใหม่ และการตกแต่งร้านให้สวยงาม โดยไม่คำนึงถึงการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเลยว่าใครคือลูกค้า ใครคือคู่แข่งของเรา ทำแล้วจะคุ้มมั้ย ทำให้หลายร้านลงเอยด้วยการ เจ๊ง ขาดทุน หรือสิ้นเปลืองงบประมาณและเวลาในการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับตลาดในภายหลัง ซึ่งประโยชน์ของการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน (Feasibility Study)นี้ นอกจากที่จะช่วยเพิ่มอัตราประสบความสำเร็จของร้านได้แล้ว ยังช่วยลดการลองผิดลองถูกของธุรกิจ รวมไปถึงยังช่วยลดความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆลงได้ทั้ง การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ผิด การเลือกทำเลที่ไม่เหมาะสม หรือแม้กระทั่งการประเมินการลงทุนที่ผิดพลาดได้อีกด้วย เพราะเราเชื่อว่าความสำเร็จในธุรกิจย่อมมาจากการติดกระดุมเม็ดแรกที่ถูกต้อง!

รีวิวสร้างร้านภายใน 30 วัน (เกริ่น)

เมื่อผมและหุ้นส่วนคิดจะทำร้านอาหารแบรนด์ใหม่กันซึ่งเป็นร้านอาหารอีสาน เลยถือโอกาสเขียนบทความนี้เพื่อให้คนที่สนใจทำร้านอาหารได้เห็นถึงกระบวนการเริ่มทำร้านอาหารตั้งแต่ต้นจนเปิดร้าน ซึ่งใช้เวลารวมทั้งหมดแค่ 30 วัน ตั้งแต่เริ่มคิดคอนเซปต์ หาที่ ตกแต่งก่อสร้างไปจนถึงเริ่มเปิดร้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายๆคนที่อยากทำร้านอาหารอยากรู้ แต่ไม่รู้ว่าจะไปหาข้อมูลเหล่านี้ได้จากไหน และควรจะวางแผนงานอย่างไร โดยใช้ประสบการณ์จากการทำร้านแบรนด์ Penguin Eat Shabu ของตัวเอง รวมถึงหุ้นส่วนที่เป็นอดีตผู้บริหารแบรนด์ร้านอาหารทั้งในเอเชียและยุโรปกว่า 30 สาขา โดยบทความนี้จะแบ่งออกเป็นตอนๆ เพื่อจะได้มีโอกาสลงลึกในรายละเอียดให้มากยิ่งขึ้น โดยผมจะแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนหลักๆในการทำร้านปลาร้าขึ้นมาคือ 1. ขั้นตอนวางแผน (Planning stage) ขั้นตอนนี้จะพูดถึงตั้งแต่การคิดคอนเซปต์ของร้าน Positioning ว่าเราจะอยู่ตรงไหนของตลาด รูปแบบ Business model รวมถึงการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ (Project feasibility study) ว่าควรจะลงทุนเท่าไหร่ กี่ปีถึงจะคืนทุน 2. ขั้นตอนออกแบบ (Design stage) ขั้นตอนออกแบบจะพูดถึงวิธีการหา design references เพื่อส่งต่อให้ดีไซเน่อร์ไปออกแบบ การวางคอนเซปต์การออกแบบร้านให้แตกต่างจากตลาด การวางผังร้านผังครัว เพื่อให้การทำงานลื่นไหลไม่สะดุด การประเมินงบประมาณการตกแต่ง การออกแบบร้านและ Corporate Identity […]

คิดให้ดีก่อนตัดสินเช่าพื้นที่

ช่วงนี้ได้อ่านข่าวโครงการ community mall บางที่ที่เจ๊งตั้งแต่เปิดตัววันแรกแล้วรู้สึกสงสารทั้งเจ้าของโครงการและผู้เช่าจริงๆ บางคนเก็บเงินมาทั้งชีวิตเพื่อที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่เล่นมาเจ๊งตั้งแต่ยังไม่เปิดโครงการนี่ไม่ต่างอะไรกับนักมวยที่แพ้ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเวทีเลยด้วยซ้ำ   เราในฐานะคนที่เริ่มทำร้านอาหารไม่ได้มีฐานลูกค้าหรือร้านยังไม่เป็นที่รู้จัก ก็หวังที่จะพึ่งทางห้างในการดึง Traffic ของลูกค้าที่มาเดินในห้างมาร้านเรา ทำให้ community mall ทั้งหลายเป็นที่หมายปองของคนที่เริ่มทำร้านอาหาร ทั้งที่ค่าเช่าที่สูงกว่าภายนอก รวมไปถึงค่ามัดจำพื้นที่อีก6 เดือน ซึ่งถือเป็นก้อนที่สูงมากสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มธุรกิจอย่างเรา   แต่พอทุกวันนี้เวลาเราไปเดินห้าง community mall ตามที่ต่างๆ จะเริ่มเห็นพื้นที่ปล่อยว่างมากขึ้น แล้วยิ่งถ้าไปเดินในวันธรรมดา บางห้างนี่แทบจะเหมือนห้างร้างกันเลยทีเดียว อาจด้วยเพราะสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันนี้ที่ลูกค้าเริ่มรัดเข็มขัดมากขึ้น รวมไปถึงการขาดประสบการณ์ในการทำห้างของผู้ประกอบการเอง หลายๆห้างเกิดขึ้นจากผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาดที่ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านอสังหาริมทรัพย์มาก่อน ความเสี่ยงเลยตกไปอยู่กับผู้เช่าเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งห้างไหนอยู่ใกล้ศูนย์การค้าด้วยแล้วนี่โอกาสรอดถือว่าน้อยมาก ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมามีพบว่ามี community mall แค่ 20% เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ แล้วคุณคิดว่าคุณจะโชคดีอยู่ใน 20% นั้นหรือเปล่า   ที่ผมพูดมาทั้งหมดไม่ได้หมายถึงว่าการไปอยู่ใน community mall เป็นเรื่องที่ไม่ดี แต่ผมอยากให้ก่อนจะตัดสินใจเช่าพื้นที่ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม อยากให้ดูด้วยว่าเจ้าของโครงการเป็นใคร มีประสบการณ์ในตลาดนี้หรือไม่ รวมไปถึงตัวคุณเองด้วยว่ามีความพร้อมแค่ไหนถ้าต้องเข้าไปแข่งขันในตลาดที่มีแบรนด์ใหญ่ๆอยู่หรือพร้อมที่จะรับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใดด้วย เพราะต่อให้ห้างจะคนเยอะแค่ไหน แต่ถ้าร้านของคุณไม่มีจุดขาย หรือมีความแตกต่างกับแบรนด์อื่นๆ ก็มีโอกาสที่ร้านคุณจะไปไม่รอดได้เช่นกัน   […]