เข้าใจลักษณะนิสัยลูกค้าแต่ละกลุ่มช่วงอายุ - Torpenguin

เข้าใจลักษณะนิสัยลูกค้าแต่ละกลุ่มช่วงอายุ

ลองถามตัวคุณเองดูว่าตอนคุณอายุ 20 กับคุณในปัจจุบันยังชอบร้านอาหารร้านเดิมอยู่ไหม เมื่อเวลาเปลี่ยน วิถีชีวิตเปลี่ยน รายได้เพิ่มมากขึ้นความชอบก็อาจเปลี่ยนไป การเข้าใจนิสัยของคนในแต่ละช่วงอายุจะทำให้คุณสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายลูกค้าได้แม่นยำมากขึ้น

ซึ่งเราสามารถแบ่งกลุ่มคนออกตามช่วงอายุได้ทั้งหมด 4 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

 

Generation Z

คือกลุ่มคนที่เกิดหลังจากปี 1995 เป็นต้นไป

กลุ่ม Gen Z ถือเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่เกิดมาในยุคโซเชียลมีเดียอย่างเต็มตัว เกิดมาก็อยู่ในยุคที่มือถือมีกล้องและเล่นโซเชียลมีเดียได้แล้ว ทำให้คนกลุ่มนี้ชีวิตติดอยู่กับมือถือตลอดเวลา จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต พวกเขามักจะเลือกร้านอาหารตามสิ่งที่เขาเห็นในออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นรีวิวต่างๆ หรือจากที่เพื่อนแชร์ในโซเชียลมีเดีย และกลุ่ม Gen Z นี้ก็พร้อมที่จะแชร์ประสบการณ์ที่ตัวเองได้รับลงโซเชียลมีเดียด้วยเช่นเดียวกัน

ถึงแม้คนกลุ่มนี้จะมีกำลังซื้อที่ยังน้อย แต่กลับกลายเป็นคนที่มีอิทธิพลในโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก หลายๆ คนเปลี่ยนตัวเองมาเป็น Blogger เป็น Youtuber ตั้งแต่ยังเรียนหนังสืออยู่ คอยไปรีวิวร้านกาแฟสวยๆ ร้านอาหารแนวๆ ลงในเพจของตัวเอง ทำให้ร้านนั้นๆ เริ่มเป็นที่รู้จัก

ข้อมูลที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือคน Gen Z เป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการกินเป็นอันดับต้นๆ และการที่คนกลุ่มนี้อยู่ในยุคที่ข้อมูลทุกอย่างอยู่แค่เพียงปลายนิ้ว คน Gen Z จึงให้ความสนใจประเภทอาหารที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น อาหารออร์แกนิค กลูเตนฟรี อาหารเชื้อชาติต่างๆ ไปจนถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบว่าได้คุณภาพและได้ช่วยเหลือเกษตกรหรือไม่ โดยไม่ได้สนใจเพียงแค่รสชาติของอาหารหรือเรื่องการถ่ายรูปแบบที่เราเข้าใจเพียงอย่างเดียว

ปัจจุบันคนกลุ่มนี้ส่วนมากยังอยู่ในวัยเรียน ทำให้อาจไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของร้านอาหารประเภท casual dining หรือ fine dining ซึ่งมีราคาแพง  แต่สำหรับร้านประเภท fast food, fast casual หรือแม้กระทั่งร้านอาหารชั่วคราวอย่าง food truck และร้าน Pop up กลับชื่นชอบคน Gen Z ดังจะเห็นได้จากการตลาดและโปรโมชั่นต่างๆ ที่ออกมาเพื่อดึงดูดคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ

Generation Y

ประชากรกลุ่ม Gen Y คือกลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 1980 – 1995

เป็นกลุ่มที่อยู่ในยุคเปลี่ยนแปลงจากอนาล็อคมาเป็นดิจิทัลและโตมาพร้อมกับอินเทอร์เน็ต เริ่มมีโปรแกรมแชทออนไลน์ มีอีเมลล์เข้ามา ทำให้คนกลุ่มนี้เริ่มมีการแชร์ข้อมูลต่างๆ กันมากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งพอมีโซเชียลมีเดียเข้ามา คนกลุ่มนี้ก็คือกลุ่มคนที่ใช้งานหลักทั้งในเรื่องของการทำงานและชีวิตส่วนตัว

ปัจจุบันเราถือว่ากลุ่ม Gen Y นี้เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลมากที่สุด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดอยู่ที่ประมาณ 20 – 25% ของจำนวนประชากรโลก

Gen Y นี้เป็นกลุ่มที่ถ่ายภาพก่อนกินเช่นเดียวกับคน Gen Z คือต้องเชื่อมต่อกับโลกโซเชียลมีเดียตลอดเวลา ทั้ง Facebook Instagram และ Twitter คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่การตัดสินใจส่วนหนึ่งมาจากกระแสในโลกออนไลน์ ถ้าร้านไหนเห็นว่าดี ร้านสวย หรือเมนูมีความแปลกใหม่ ก็พร้อมจะไปลองได้โดยทันที จนบางครั้งเราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า The Foodie generation

แต่ไม่ใช่ว่าคนกลุ่มนี้จะสนใจแต่เรื่องการถ่ายภาพ การแชร์ข้อมูล จนไม่สนใจเรื่องคุณภาพอาหารเลย คน Gen Y ยังเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการกินอาหารที่ไม่ทำร้ายสุขภาพ กินหวานน้อยลง และใช้วัตถุดิบที่ดีเช่นกัน เช่น ร้านโอ้กระจู๋ ร้านอาหารสุขภาพจากจังหวัดเชียงใหม่ที่เน้นวัตถุดิบที่ปลูกขึ้นมาเอง ร้าน Jones’ salad ที่เน้นขายแต่สลัดก็เป็นร้านยอดฮิตของพนักงานออฟฟิศ Gen Y  หรือแบรนด์ธัญพืชอบกรอบอย่าง Diamond grains ก็เติบโตขึ้นมาได้เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ที่ให้ใส่ใจเรื่องสุขภาพเช่นเดียวกัน

นิสัยที่เด่นชัดของคน Gen Y และ Gen Z ที่เหมือนกันอย่างหนึ่งก็คือ เกลียดการรอคอย การบริการที่รวดเร็วถือเป็นสิ่งที่ร้านอาหารยุคนี้ต้องให้ความสำคัญ ต่อให้อาหารจะอร่อยแค่ไหน ถ้าร้านคุณทำให้คนกลุ่มนี้รอนาน อย่าได้หวังว่าพวกเขาจะกลับมาอีกเป็นครั้งที่สอง และด้วยสาเหตุนี้เองทำให้ธุรกิจ Delivery จึงเข้ามามีอิทธิพลในยุคนี้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Lineman, Uber eat  หรือ Food panda ซึ่งกลุ่ม Gen Y บางส่วนพร้อมที่จะสั่งอาหารแบบบริการส่งถึงที่จากร้านคุณ เพราะขี้เกียจออกไปกินที่ร้าน โดยยินดีเป็นคนรับผิดชอบค่าขนส่งเองทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มช่องทางการขายที่ดีในทางหนึ่ง

 

Generation X

ประชากรกลุ่ม Gen X คือกลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 1960-1980

คนกลุ่มนี้คือกลุ่มที่เกิดมาในยุคที่โลกยังไม่มีเทคโนโลยีอย่างเช่นทุกวันนี้ ฉะนั้นการตัดสินใจเลือกร้านของคนกลุ่ม Gen X อาจจะอยู่ที่ชื่อเสียงของแบรนด์ หรือการบอกต่อของเพื่อนเป็นหลัก แต่ไม่ใช่ว่าคนกลุ่มนี้จะไม่เปิดรับสื่อออนไลน์เลย การทำการตลาดบนออนไลน์อย่างเช่น Facebook, Line@ หรือแม้กระทั่ง Google ก็ยังคงมีความสำคัญ เพราะบางครั้งต่อให้คนกลุ่มนี้เป็นคนจ่ายเงิน แต่คนเลือกร้านอาจเป็นรุ่นลูกซึ่งอยู่ในกลุ่ม Gen Y หรือ Z ก็เป็นได้

คนกลุ่ม Gen X นี้ถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงที่สุดในทุกๆ กลุ่ม ด้วยวัยและหน้าที่การงานที่มาถึงในจุดสูงสุดของชีวิต การกินการอยู่จึงไม่ใช่แค่กินเพื่อประทังชีวิตหรือตามกระแสอย่าง Gen Y และ Z อีกต่อไปแล้ว แต่คนกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพ การบริการ และวัตถุดิบมากกว่าเรื่องของราคา

อย่างไรก็ตามต่อให้คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงสุด แต่คน Gen X ส่วนใหญ่ก็ยังต้องการอาหารที่เรียบง่าย ไม่หวือหวาแบบอาหารฟิวชั่น หรืออาหารที่มีส่วนผสมที่ไม่คุ้นหู

ฉะนั้นร้านอาหารประเภท casual dining ที่เน้นคุณภาพของวัตถุดิบ ยกตัวอย่างเช่น ร้านแหลมเจริญ ร้านสมบูรณ์โภชนา ร้านครัวเจ๊ง้อ หรือ ร้าน Salad factory ฯลฯ จึงเป็นร้านประจำของคนกลุ่มนี้ และที่สำคัญคนกลุ่มนี้มักจะมากับครอบครัว ทำให้ร้านอาหารควรมีโต๊ะที่สามารถรองรับสมาชิกเป็นจำนวนมากไว้ด้วย

 

Baby Boomer

กลุ่มสุดท้าย Baby boomer หรือกลุ่มผู้สูงอายุที่เกิดในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

กลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับทุกกลุ่ม การเล่นโซเชียลมีเดียมักมีจุดประสงค์เพื่อคุยกับสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนเป็นหลัก ซึ่งโซเชียลมีเดียที่นิยมใช้คือ Line เพราะเป็นสิ่งที่ใช้งานง่ายที่สุด ร้านไหนที่ต้องการจับตลาดคนกลุ่มนี้ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องให้ความสำคัญกับ Line และ Line@

กลุ่ม Baby boomer ถือเป็นกลุ่มที่เปลี่ยนแปลงอะไรได้ค่อนข้างยาก มักจะชอบกินอาหารในร้านเดิมๆ บรรยากาศเดิมๆ ลองสังเกตดูพ่อแม่หรือปู่ย่าเราก็ได้ ถ้าท่านชอบกินข้าวหรือตัดผมร้านไหน ท่านก็จะไปแต่ร้านเดิมๆ สั่งอาหารเดิมๆ แต่ก็ถือว่าเป็นกลุ่มที่ไม่ควรมองข้าม โดยมีการคาดการณ์ไว้ว่าภายในปี 2020 ประเทศไทยอาจเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุเต็มตัว สังเกตได้จากเริ่มมีหลายธุรกิจที่พยายามจะจับตลาดกลุ่มนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจการแพทย์ ไปจนถึงธุรกิจบริการอย่างร้านอาหาร

แล้วจะจับกลุ่มนี้อย่างไรถ้าเราเป็นร้านอาหารเปิดใหม่?

สิ่งที่น่าสนใจคือถึงแม้คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะค่อยไม่ได้ใช้เครื่องมือสื่อสารบนโลกออนไลน์มากนัก แต่การทำการตลาดออนไลน์เพื่อจับคนกลุ่มนี้ยังคงมีความสำคัญ เนื่องจากพวกเขามักปล่อยให้การตัดสินใจในการเลือกร้านเป็นของคนกลุ่ม Gen X หรือ Y ซึ่งเป็นรุ่นลูกเป็นคนตัดสินใจให้แทน

 

#ต่อเพนกวิน

#ผู้ชายขายบริการ

HOT STORIES

ข้อคิดเถ้าแก่จาก เจ้าสัวธนินทร์

— ข้อคิดเถ้าแก่จากเจ้าสัวธนินทร์ — เมื่อวานนี้ (11/1/2019) ทางผมและพี่ชาย ได้มีโอกาสไปบรรยายให้ทางเจ้าสัวธนินทร์ คณะผู้บริหาร และพนักงานในเครือ CP ฟังเกี่ยวกับแนวคิดธุรกิจของเพนกวิน รวมถึงมีโอกาสได้นั่งพูดคุยกับคุณธนินทร์และนั่งฟังท่านสอนพนักงานต่อ .ซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าสนใจและมีประโยชน์ต่อเจ้าของธุรกิจหรือเถ้าแก่อย่างเรา เลยถือโอกาสสรุปออกมาเป็นข้อๆเผื่อจะเอาไปปรับใช้กับสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ได้ 1. เป็นเถ้าแก่อย่าคิดว่าสบาย ใครที่คิดว่าเป็นเถ้าแก่แล้วจะสบายกว่าการเป็นพนักงานก็อย่ามาเป็นเถ้าแก่ เพราะเป็นเถ้าแก่แล้วคุณต้องทำมันตลอดเวลาไม่มีวันหยุด แต่ให้คุณสนุกกับงานที่ทำ ให้เหมือนกำลังเล่นเกมอยู่ เมื่อไหร่ที่คุณไม่สนุกกับงานที่ทำคุณจะไม่มีทางทำมันออกมาได้ดีเลย 2. เป็นเถ้าแก่ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา เราจะหยุดเรียนรู้ไม่ได้เลย ทุกวันนี้มีสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่เราหยุดเรียนรู้เราจะตามคนอื่นไม่ทัน ขนาดอายุ 80 อย่างผม(คุณธนินทร์) ก็ยังต้องรู้จากคนรุ่นใหม่อยู่ตลอดเวลา ต้องตามโลกให้ทันโดยเฉพาะเรื่อง IT เรื่องเทคโนโลยี 3. เป็นเถ้าแก่ผลงานไม่ดีให้โทษตัวเองก่อนลูกน้อง ในฐานะเถ้าแก่คุณคือคนที่วางทิศทางของธุรกิจ คนที่มีอำนาจตัดสินใจทุกๆอย่าง คุณไม่สามารถโทษใครได้เลยถ้าผลงานออกมาไม่ดี ไม่ว่าสาเหตุจะเกิดจากพนักงานของคุณหรือไม่ก็ตาม 4. เป็นเถ้าแก่ต้องกล้าเปลี่ยนแปลงถ้าวิธีการเดิมไม่ได้ผล เราอยู่ในยุค 4.0 ยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด วิธีที่เคยทำสำเร็จอาจไม่สามารถใช้ได้กับยุคนี้ และถ้าวิธีการเดิมที่ทำอยู่ไม่ได้ผลหรือได้ผลลัพธ์แย่ลง ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการใหม่ๆ อย่ามัวไปยึดติดกับวิธีคิดแบบเดิมๆ 5. เป็นเถ้าแก่ทำผิดพลาดได้แต่ต้องรู้ตัวว่าผิด การทำผิดพลาดเป็นเรื่องปกติในการทำงาน คนที่ไม่เคยทำผิดคือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย แต่สิ่งที่น่ากลัวของคนที่ทำผิดพลาดที่สุดก็คือการที่ไม่รู้ว่าตัวเองทำผิด เพราะเมื่อไหร่ที่คุณไม่รู้ว่าตัวเองทำผิด ก็จะไม่มีการแก้ไข […]

การศึกษาน้อยไม่ใช่ข้ออ้างในการทำธุรกิจ จากกรรมกรสู่ ธุรกิจหมูปิ้งร้อยล้าน

ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์เจ้าของแบรนด์ เฮียนพหมูปิ้ง คุณนวพจน์ ชูหิรัญ หรือ เฮียนพ ชายที่ผ่านมาแทบทุกอาชีพไม่ว่าจะเป็น กรรมกร ทำงานโรงงาน ขายน้ำยาล้างจาน ไอติม เสื้อผ้าเด็ก ต้นไม้มงคล ขับแทกซี่ รปภ. และมอเตอร์ไซด์วิน แต่เพราะไม่ยอมแพ้กับชีวิตจนทำให้วันนี้ โรงงานหมูปิ้งของเฮียนพมีกำลังการผลิตมากกว่าวันละ 150,000 ไม้ รายได้มากกว่า 200 ร้อยล้านบาทต่อปี!! วันนี้ผมคงไม่ได้มาสัมภาษณ์ประวัติความเป็นมาของเฮียนพเพราะคงหาอ่านได้ตามเว็ปไซต์ต่างๆรวมไปถึงทีวีหลายๆช่องแล้ว แต่เราจะมาเจาะลึกกันว่าทำยังไงถึงสามารถสร้างธุรกิจหมูปิ้ง ธุรกิจที่คนทั่วไปมองว่าต่ำต้อย เงินน้อย จนกลายมาเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านบาทได้กัน   ชื่อเฮียนพหมูปิ้งมาได้ยังไง จริงๆไม่ได้ชื่อเฮียนพมาตั้งแต่แรก แต่ก่อนก็ขายหมูปิ้งที่ตลาด ในตลาดคนขายก็จะมีแต่ผู้หญิงชื่อเจ๊โน่นบ้างเจ๊นี่บ้าง ที่นี้เราก็เป็นผู้ชายคนเดียวที่ขายหมูปิ้ง แล้วตอนนั้นเราชื่อมานพ แต่เดี๋ยวนี้เฮียเปลี่ยนชื่อมาเป็นชวพจน์แล้ว เค้าก็เลยเรียกเฮียนพ เราฟังแล้วก็เท่ดี ฟังแล้วจำง่าย เลยใช้ชื่อเฮียนพตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่ชื่อบริษัทเราก็ใช้ชื่อว่า บริษัท หมูปิ้งนมสด จำกัด   ทำไมเฮียถึงจัดสินใจทำโรงงานหมูปิ้งทั้งๆที่คู่แข่งไม่มีใครคิดทำ เราทำหมูปิ้งแบบบ้านๆมาเรื่อยๆจนเรามีกำลังการผลิตวันละ 30,000 ไม้ ซึ่งเป็นการขายลูกค้ารายย่อยมาตลอด จนช่วงนึงเรามีลูกค้ารายใหญ่เข้ามาแต่เราไม่สามารถขายได้เพราะเราไม่ได้เป็นโรงงาน ไม่ได้เป็นบริษัท ทำให้สูญเสียโอกาสการขายไป สุดท้ายเราเลยต้องขายผ่านตัวแทนที่เค้าเป็นมาตรฐานโดยเป็น OEM […]

ไม่มีหรอกของถูกหรือแพงมีแต่ของ”คุ้ม”หรือ”ไม่คุ้ม”

เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมร้านอาหารหลายร้านที่ตั้งราคาแพงกว่าตลาดแต่ทำไมคนก็ยังเข้ามาไม่ขาดสาย เทียบกับอีกร้านที่ราคาถูกกว่าแต่กลับไม่มีลูกค้าเลย สิ่งนี้มันทำให้เห็นว่าไม่จำเป็นที่ของราคาถูกกว่าจะขายได้ดีกว่าของที่ราคาแพงกว่าเสมอไป เพราะลูกค้าไม่ได้มองที่ราคาเพียงอย่างเดียวว่าถูกหรือแพง แต่เค้าจะมองว่า “คุ้ม” หรือ “ไม่คุ้ม” กับสิ่งที่จ่ายลงมากกว่า ซึ่งทฤษฎีความคุ้มค่าของลูกค้าคือ                                            ความคุ้มค่า = สิ่งที่ได้รับ – สิ่งที่คาดหวัง   จากสมการจะเห็นว่าการที่ตั้งราคาอาหารสูงไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ต้องมั่นใจว่าจะสามารถส่งมอบได้มากกว่าหรือเท่ากับตามที่ลูกค้าคาดหวังด้วย ซึ่งความคุ้มค่าในมุมมองของลูกค้าอาจไม่ใช่แค่รสชาติ และราคาเพียงอย่างเดียว แต่อาจรวมไปถึง การบริการ ความเร็ว บรรยากาศ และการตกแต่งจาน บางร้านรสชาติอาจจะไม่ได้เด่นมาก แต่พนักงานบริการดี ยิ้มแย้มแจ่มใส มีการจัดจานที่ดี ก็จะทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่เค้าจ่ายไปได้ เทียบกับอีกเจ้าที่ราคาถูกกว่า ยกตัวอย่างเช่น ร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำทะเล A […]

รู้จัก 7 wastes แค่ลดได้ กำไรก็เพิ่ม

“a dollar saved is a dollar earned” ถ้าเพิ่มรายได้ไม่ได้ ก็หาทางลดรายจ่ายซะ . ช่วงปีที่ผ่านมาถือเป็นอีกปีที่มีร้านอาหารมาขอคำปรึกษาเยอะ ซึ่งส่วนใหญ่คำถามที่เจ้าของร้านอาหารมักจะถามผมก็คือ 1. ทำยังไงถึงจะเพิ่มยอดขายได้ 2. จะยิงแอดแบบไหนดี 3. จะทำโปรโมชั่นแบบบไหนดีลูกค้าถึงจะเข้ามาเยอะขึ้น . เจ้าของร้านส่วนใหญ่นั้นจะโฟกัสไปที่วิธีการหารายได้เป็นหลักซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่พวกเค้ากลับลืมอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันกับการเพิ่มรายได้คือเรื่อง “การลดค่าใช้จ่าย” ซึ่งค่าใช้จ่ายในมุมของร้านอาหารนั้นมีตั้งแต่ ค่าเช่าสถานที่ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายตายตัว ค่าน้ำไฟ ค่าการตลาด ค่าพนักงานรวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่มากที่สุดในร้านอาหารคือค่าวัตถุดิบ (food cost) หลายๆร้านที่ขายได้แต่กลับไม่เหลือกำไรนั่นเป็นเพราะเค้าเหล่านี้ไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายหรือลดมันได้ แล้วการประหยัดค่าใช้จ่ายมันสามารถทำให้ร้านมีกำไรมากขึ้นได้จริงหรอ? . คิดง่ายๆ สมมุติร้านของคุณขายได้อยู่เดือนละ 1ล้านบาท และกำไรของร้านอาหารคุณคือ 20% ถ้าคุณเพิ่มยอดขายได้ 10% นั่นคือ 100,000 บาท เท่ากับคุณจะมีกำไรเพิ่มขึ้น 20,000 บาท จริงมั้ยครับ แต่นั่นเท่ากับคุณต้องหารายได้เพิ่มขึ้นวันละ 3 พันกว่าบาทซึ่งอาจจะไม่ง่ายนักในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ แต่มุมกลับกันสมมุติว่าต้นทุนวัตถุดิบหรือ food cost คุณอยู่ที่ 35% […]