เข้าใจลักษณะนิสัยลูกค้าแต่ละกลุ่มช่วงอายุ - Torpenguin

เข้าใจลักษณะนิสัยลูกค้าแต่ละกลุ่มช่วงอายุ

ลองถามตัวคุณเองดูว่าตอนคุณอายุ 20 กับคุณในปัจจุบันยังชอบร้านอาหารร้านเดิมอยู่ไหม เมื่อเวลาเปลี่ยน วิถีชีวิตเปลี่ยน รายได้เพิ่มมากขึ้นความชอบก็อาจเปลี่ยนไป การเข้าใจนิสัยของคนในแต่ละช่วงอายุจะทำให้คุณสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายลูกค้าได้แม่นยำมากขึ้น

ซึ่งเราสามารถแบ่งกลุ่มคนออกตามช่วงอายุได้ทั้งหมด 4 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

 

Generation Z

คือกลุ่มคนที่เกิดหลังจากปี 1995 เป็นต้นไป

กลุ่ม Gen Z ถือเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่เกิดมาในยุคโซเชียลมีเดียอย่างเต็มตัว เกิดมาก็อยู่ในยุคที่มือถือมีกล้องและเล่นโซเชียลมีเดียได้แล้ว ทำให้คนกลุ่มนี้ชีวิตติดอยู่กับมือถือตลอดเวลา จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต พวกเขามักจะเลือกร้านอาหารตามสิ่งที่เขาเห็นในออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นรีวิวต่างๆ หรือจากที่เพื่อนแชร์ในโซเชียลมีเดีย และกลุ่ม Gen Z นี้ก็พร้อมที่จะแชร์ประสบการณ์ที่ตัวเองได้รับลงโซเชียลมีเดียด้วยเช่นเดียวกัน

ถึงแม้คนกลุ่มนี้จะมีกำลังซื้อที่ยังน้อย แต่กลับกลายเป็นคนที่มีอิทธิพลในโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก หลายๆ คนเปลี่ยนตัวเองมาเป็น Blogger เป็น Youtuber ตั้งแต่ยังเรียนหนังสืออยู่ คอยไปรีวิวร้านกาแฟสวยๆ ร้านอาหารแนวๆ ลงในเพจของตัวเอง ทำให้ร้านนั้นๆ เริ่มเป็นที่รู้จัก

ข้อมูลที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือคน Gen Z เป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการกินเป็นอันดับต้นๆ และการที่คนกลุ่มนี้อยู่ในยุคที่ข้อมูลทุกอย่างอยู่แค่เพียงปลายนิ้ว คน Gen Z จึงให้ความสนใจประเภทอาหารที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น อาหารออร์แกนิค กลูเตนฟรี อาหารเชื้อชาติต่างๆ ไปจนถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบว่าได้คุณภาพและได้ช่วยเหลือเกษตกรหรือไม่ โดยไม่ได้สนใจเพียงแค่รสชาติของอาหารหรือเรื่องการถ่ายรูปแบบที่เราเข้าใจเพียงอย่างเดียว

ปัจจุบันคนกลุ่มนี้ส่วนมากยังอยู่ในวัยเรียน ทำให้อาจไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของร้านอาหารประเภท casual dining หรือ fine dining ซึ่งมีราคาแพง  แต่สำหรับร้านประเภท fast food, fast casual หรือแม้กระทั่งร้านอาหารชั่วคราวอย่าง food truck และร้าน Pop up กลับชื่นชอบคน Gen Z ดังจะเห็นได้จากการตลาดและโปรโมชั่นต่างๆ ที่ออกมาเพื่อดึงดูดคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ

Generation Y

ประชากรกลุ่ม Gen Y คือกลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 1980 – 1995

เป็นกลุ่มที่อยู่ในยุคเปลี่ยนแปลงจากอนาล็อคมาเป็นดิจิทัลและโตมาพร้อมกับอินเทอร์เน็ต เริ่มมีโปรแกรมแชทออนไลน์ มีอีเมลล์เข้ามา ทำให้คนกลุ่มนี้เริ่มมีการแชร์ข้อมูลต่างๆ กันมากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งพอมีโซเชียลมีเดียเข้ามา คนกลุ่มนี้ก็คือกลุ่มคนที่ใช้งานหลักทั้งในเรื่องของการทำงานและชีวิตส่วนตัว

ปัจจุบันเราถือว่ากลุ่ม Gen Y นี้เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลมากที่สุด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดอยู่ที่ประมาณ 20 – 25% ของจำนวนประชากรโลก

Gen Y นี้เป็นกลุ่มที่ถ่ายภาพก่อนกินเช่นเดียวกับคน Gen Z คือต้องเชื่อมต่อกับโลกโซเชียลมีเดียตลอดเวลา ทั้ง Facebook Instagram และ Twitter คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่การตัดสินใจส่วนหนึ่งมาจากกระแสในโลกออนไลน์ ถ้าร้านไหนเห็นว่าดี ร้านสวย หรือเมนูมีความแปลกใหม่ ก็พร้อมจะไปลองได้โดยทันที จนบางครั้งเราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า The Foodie generation

แต่ไม่ใช่ว่าคนกลุ่มนี้จะสนใจแต่เรื่องการถ่ายภาพ การแชร์ข้อมูล จนไม่สนใจเรื่องคุณภาพอาหารเลย คน Gen Y ยังเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการกินอาหารที่ไม่ทำร้ายสุขภาพ กินหวานน้อยลง และใช้วัตถุดิบที่ดีเช่นกัน เช่น ร้านโอ้กระจู๋ ร้านอาหารสุขภาพจากจังหวัดเชียงใหม่ที่เน้นวัตถุดิบที่ปลูกขึ้นมาเอง ร้าน Jones’ salad ที่เน้นขายแต่สลัดก็เป็นร้านยอดฮิตของพนักงานออฟฟิศ Gen Y  หรือแบรนด์ธัญพืชอบกรอบอย่าง Diamond grains ก็เติบโตขึ้นมาได้เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ที่ให้ใส่ใจเรื่องสุขภาพเช่นเดียวกัน

นิสัยที่เด่นชัดของคน Gen Y และ Gen Z ที่เหมือนกันอย่างหนึ่งก็คือ เกลียดการรอคอย การบริการที่รวดเร็วถือเป็นสิ่งที่ร้านอาหารยุคนี้ต้องให้ความสำคัญ ต่อให้อาหารจะอร่อยแค่ไหน ถ้าร้านคุณทำให้คนกลุ่มนี้รอนาน อย่าได้หวังว่าพวกเขาจะกลับมาอีกเป็นครั้งที่สอง และด้วยสาเหตุนี้เองทำให้ธุรกิจ Delivery จึงเข้ามามีอิทธิพลในยุคนี้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Lineman, Uber eat  หรือ Food panda ซึ่งกลุ่ม Gen Y บางส่วนพร้อมที่จะสั่งอาหารแบบบริการส่งถึงที่จากร้านคุณ เพราะขี้เกียจออกไปกินที่ร้าน โดยยินดีเป็นคนรับผิดชอบค่าขนส่งเองทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มช่องทางการขายที่ดีในทางหนึ่ง

 

Generation X

ประชากรกลุ่ม Gen X คือกลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 1960-1980

คนกลุ่มนี้คือกลุ่มที่เกิดมาในยุคที่โลกยังไม่มีเทคโนโลยีอย่างเช่นทุกวันนี้ ฉะนั้นการตัดสินใจเลือกร้านของคนกลุ่ม Gen X อาจจะอยู่ที่ชื่อเสียงของแบรนด์ หรือการบอกต่อของเพื่อนเป็นหลัก แต่ไม่ใช่ว่าคนกลุ่มนี้จะไม่เปิดรับสื่อออนไลน์เลย การทำการตลาดบนออนไลน์อย่างเช่น Facebook, Line@ หรือแม้กระทั่ง Google ก็ยังคงมีความสำคัญ เพราะบางครั้งต่อให้คนกลุ่มนี้เป็นคนจ่ายเงิน แต่คนเลือกร้านอาจเป็นรุ่นลูกซึ่งอยู่ในกลุ่ม Gen Y หรือ Z ก็เป็นได้

คนกลุ่ม Gen X นี้ถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงที่สุดในทุกๆ กลุ่ม ด้วยวัยและหน้าที่การงานที่มาถึงในจุดสูงสุดของชีวิต การกินการอยู่จึงไม่ใช่แค่กินเพื่อประทังชีวิตหรือตามกระแสอย่าง Gen Y และ Z อีกต่อไปแล้ว แต่คนกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพ การบริการ และวัตถุดิบมากกว่าเรื่องของราคา

อย่างไรก็ตามต่อให้คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงสุด แต่คน Gen X ส่วนใหญ่ก็ยังต้องการอาหารที่เรียบง่าย ไม่หวือหวาแบบอาหารฟิวชั่น หรืออาหารที่มีส่วนผสมที่ไม่คุ้นหู

ฉะนั้นร้านอาหารประเภท casual dining ที่เน้นคุณภาพของวัตถุดิบ ยกตัวอย่างเช่น ร้านแหลมเจริญ ร้านสมบูรณ์โภชนา ร้านครัวเจ๊ง้อ หรือ ร้าน Salad factory ฯลฯ จึงเป็นร้านประจำของคนกลุ่มนี้ และที่สำคัญคนกลุ่มนี้มักจะมากับครอบครัว ทำให้ร้านอาหารควรมีโต๊ะที่สามารถรองรับสมาชิกเป็นจำนวนมากไว้ด้วย

 

Baby Boomer

กลุ่มสุดท้าย Baby boomer หรือกลุ่มผู้สูงอายุที่เกิดในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

กลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับทุกกลุ่ม การเล่นโซเชียลมีเดียมักมีจุดประสงค์เพื่อคุยกับสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนเป็นหลัก ซึ่งโซเชียลมีเดียที่นิยมใช้คือ Line เพราะเป็นสิ่งที่ใช้งานง่ายที่สุด ร้านไหนที่ต้องการจับตลาดคนกลุ่มนี้ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องให้ความสำคัญกับ Line และ Line@

กลุ่ม Baby boomer ถือเป็นกลุ่มที่เปลี่ยนแปลงอะไรได้ค่อนข้างยาก มักจะชอบกินอาหารในร้านเดิมๆ บรรยากาศเดิมๆ ลองสังเกตดูพ่อแม่หรือปู่ย่าเราก็ได้ ถ้าท่านชอบกินข้าวหรือตัดผมร้านไหน ท่านก็จะไปแต่ร้านเดิมๆ สั่งอาหารเดิมๆ แต่ก็ถือว่าเป็นกลุ่มที่ไม่ควรมองข้าม โดยมีการคาดการณ์ไว้ว่าภายในปี 2020 ประเทศไทยอาจเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุเต็มตัว สังเกตได้จากเริ่มมีหลายธุรกิจที่พยายามจะจับตลาดกลุ่มนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจการแพทย์ ไปจนถึงธุรกิจบริการอย่างร้านอาหาร

แล้วจะจับกลุ่มนี้อย่างไรถ้าเราเป็นร้านอาหารเปิดใหม่?

สิ่งที่น่าสนใจคือถึงแม้คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะค่อยไม่ได้ใช้เครื่องมือสื่อสารบนโลกออนไลน์มากนัก แต่การทำการตลาดออนไลน์เพื่อจับคนกลุ่มนี้ยังคงมีความสำคัญ เนื่องจากพวกเขามักปล่อยให้การตัดสินใจในการเลือกร้านเป็นของคนกลุ่ม Gen X หรือ Y ซึ่งเป็นรุ่นลูกเป็นคนตัดสินใจให้แทน

 

#ต่อเพนกวิน

#ผู้ชายขายบริการ

HOT STORIES

ทำไม “ช่างชุ่ย” ถึงไม่ประสบความสำเร็จ

ทำไม “ช่างชุ่ย” ถึงไม่ประสบความสำเร็จ ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว “ช่างชุ่ย” (www.changchuibangkok.com) เป็นโครงการทื่ฮืฮฮาในช่วงเปิดตัวช่วงแรกเป็นอย่างมาก ทำเอารถติดทั้งถนนสิรินธร ยาวไปจนถึงปิ่นเกล้าอยู่ช่วงนึง ถึงขนาดมีกระทู้ดราม่าในออนไลน์ แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือนโครงการก็เริ่มเงียบลงเรื่อยๆ จนทุกวันนี้ผู้เช่าเริ่มทยอยออก ผู้เช่าที่ยังอยู่หลายรายก็เปิดร้านเฉพาะในช่วงเย็นหรือเสาร์อาทิตย์เท่านั้น เราลองมาวิเคราะห์กันดูเล่นๆว่าสาเหตุใดที่ทำให้โครงการนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ปล. ความเห็นทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมคนเดียวนะครับ 1. ปัญหาทำเลที่ตั้งโครงการ ปัจจัยในความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของธุรกิจรีเทลนั่นก็คือ ทำเล ทำเล และ ทำเล โครงการช่างชุ่ยนั้นตั้งอยู่ฝั่งธนฯ ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยของคนกรุงเทพฯ ซึ่งย่านฝั่งธนฯเองนั้นก็มีโครงการลักษณะนี้ขึ้นเต็มไปหมด แต่แทบไม่มีโครงการไหนเลยที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จได้เต็มปาก ไม่ว่าจะเป็น The Circle ราชพฤกษ์ Crystal SB ราชพฤกษ์ The Walk ราชพฤกษ์ ที่คนหนาแน่นในวันหยุดแต่ก็เงียบในวันธรรมดาเหล่านี้คือเจ้าที่เรียกได้ว่าพอถูๆไถๆ แต่หากพูดถึง The Bright พระรามสอง Victoria Gardens เพชรเกษม หรือ Sena Fest เจริญนคร ฯลฯ แล้วเหล่านี้คือห้างที่แมลงวันบินทียังได้ยินเสียง ขนาดโครงการเหล่านี้ที่ถือว่าอยู่ในทำเลชุมชนที่พักอาศัยหนาแน่นและมีกำลังซื้อสูงทั้งในย่าน ราขพฤกษ์ […]

สิ่งที่เรียนรู้จากการทำร้านอาหารตลอด 3 ปี

ตลอด 3 ปีที่เปิดร้านเพนกวินมาได้พบเจออะไรมากมายทั้งเรื่องที่ดีไม่ดี ในโอกาสที่เพนกวินก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 เลยอยากถือโอกาสสรุปบทเรียนที่ได้เรียนรู้เพื่อเป็นการเตือนตัวเองในวันข้างหน้าและเผื่อเป็นข้อคิดและเช็คลิสต์สำหรับคนที่อยากทำร้านอาหารหรือทำร้านอยู่แล้วก็ตามว่าเราหลงลืมข้อไหนกันไปรึเปล่า Passion ทำให้เกิดธุรกิจ แต่ไม่ทำให้ธุรกิจเติบโต หลายคนที่เริ่มทำร้านอาหารมักจะเริ่มจากมี passion ในการทำอาหารหรือบางคนชอบทานจนอยากทำร้านของตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามจงระลึกไว้ว่า “การทำอาหารกับการทำธุรกิจร้านอาหารคนละเรื่องกัน”ในช่วงแรกเชื่อว่าทุกคนล้วนมี passion เต็มเปี่ยม ทำได้ทุกอย่างตั้งแต่ เข้าครัว เสิรฟ์อาหาร คิดเงิน ไปกระทั่งล้างจาน แต่หากคุณต้องทำซ้ำๆเดิมทุกวันๆ แถมยังจะต้องมานั่งแก้ปัญหาทั้งปัญหาเดิมและปัญหาใหม่ที่เข้ามาทดสอบคุณอยู่ตลอด เชื่อว่า passion หรือไฟในตัวคุณก็อาจมอดไปในระยะอันรวดเร็วได้เช่นกัน สิ่งที่จะทำให้ธุรกิจของคุณไปต่อได้จึงไม่ใช่แค่ passion อีกต่อไป หากแต่คือ “ระบบ” ระบบที่จะช่วยให้ร้านเดินต่อไปได้แม้ในช่วงที่คุณไม่อยู่เป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือน ถ้าไม่เชื่อลองไปสังเกตุร้านตามห้างที่เปิดมานานหรือมีสาขาเยอะ มีร้านไหนบ้างที่เจ้าของร้านจะต้องมานั่งเฝ้าร้านตลอดเวลาเหมือนที่คุณกำลังทำ   เจ๊งในกระดาษให้จบก่อนลงมือทำจริง หากคุณเกิดมาในตระกูลร่ำรวยที่พร้อมจะให้คุณละลายเงินอย่างไม่ต้องแคร์ก็ข้ามข้อนี้ไปได้เลย แต่หากคุณคือคนที่เก็บเงินมาตลอดชีวิตเพื่อที่จะมีธุรกิจของตัวเองก็อยากให้ตั้งใจอ่านข้อนี้ให้ดี การลงทุนร้านอาหารในปัจจุบันไม่ได้ใช้เงินน้อยเลย ยิ่งเมื่อคุณคิดจะทำร้านในห้างหรือคอมมูนิตี้มอลล์ด้วย แค่ค่ามัดจำอย่างเดียวก็อาจทำให้คุณหมดเงินเป็นล้านได้แล้ว การคำนวนความเป็นไปได้โครงการ หรือที่เรียกว่า Feasibility study จึงมีความสำคัญมากๆ แต่เชื่อหรือไม่ว่าแทบจะไม่มีร้านไหนเลยที่รู้จักคิดถึงเรื่องเหล่านี้ก่อนที่ลงมือทำ แทบทุกคนเลือกที่จะไปตายเอาดาบหน้ากันหมด อยากให้คุณลองคิดในกระดาษให้ดีก่อนลงมือทำจริงไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินลงทุน ลูกค้าคือใคร คู่แข่งเป็นใคร จำนวนหัวต่อวัน หรือแม้แต่กระทั่งค่าใช้จ่ายในการดำเนินการว่ามีอะไรบ้างและสุดท้ายกำไรที่คาดว่าจะได้รับ แล้วที่สำคัญอยากให้คิดถึง worst […]

8 ค่าใช้จ่ายไม่คาดคิด ในการเปิดร้านอาหาร

สิ่งที่คนที่เริ่มต้นทำร้านอาหารควรจะต้องคำนึงถึงก็คือ ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากสิ่งที่ไม่คาดคิด ซึ่งอาจกระทบโดยตรงต่อการลงทุนและ การดำเนินงานในภายหลัง เหตุผลหลักอันนึงที่ทำให้คนทำร้านอาหารไม่ประสบความสำเร็จเพราะมีการวางแผนการเลงทุนที่ผิดพลาด พวกเค้ามักลงทุนมากกว่าที่ตั้งไว้ แต่กลับขายได้ไม่เป็นไปตามเป้า ขนาดตัวเองที่เป็นสถาปนิกและมีประสบการณ์ในการเปิดร้านอาหารทั้งของตัวเองและคนอื่นมาไม่ต่ำกว่า 10 ร้าน ก็ยังเจอค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดโดยตลอด วันนี้เลยถือโอกาสรวบรวม 8 ค่าใช้จ่ายไม่คาดคิด ในการเปิดร้านอาหาร จากประสบการณ์โดยตรงมาให้ดูกัน   ค่ามัดจำสถานที่และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ถ้าคุณไม่ได้คิดจะทำร้านในที่ของคุณเองแล้ว ค่ามัดจำสถานที่เป็นสิ่งที่คุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย โดยปกติค่ามัดจำพื้นที่เช่านอกห้างจะอยู่ประมาณ 3 เดือนของค่าเช่า และจะเป็น 6 เดือนถ้าเป็นพื้นที่เช่าในห้าง ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้อาจถือเป็นก้อนที่ใหญ่ที่สุดก้อนนึงรองจากค่าตกแต่งร้านได้เลย นอกเหนือจากค่ามัดจำแล้ว เจ้าของพื้นที่เช่าส่วนใหญ่จะให้ชำระค่าเช่าล่วงหน้า 1 เดือนก่อนที่คุณจะเข้าไปอยู่ รวมไปถึงค่าประกันภัยและค่าธรรมเนียมสถานที่ต่างๆ นั่นหมายถึงคุณควรจะเตรียมเงินสำหรับหัวข้อนี้ไม่น้อยกว่า 4-7 เดือนของค่าเช่าเอาไว้   ค่าก่อสร้างที่ over budget หลังจากทำสัญญากับผู้รับเหมาแล้ว อย่าลืมเผื่องบประมาณออกไปอีกไม่น้อยกว่า 10-15 % เพราะ แทบไม่มีร้านไหนจบด้วยราคานั้นได้เลย ขึ้นชื่อว่าการตกแต่งก่อสร้างแล้ว คุณมีโอกาสที่จะเจอค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่คุณไม่คาดฝันได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นของเจ้าของเอง เช่นเพิ่มตำแหน่งไฟฟา อัพเกรดวัสดุตกแต่ง อุปสรรคหน้างานที่ไม่สามารถทำตามที่ออกแบบได้ ทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงแบบ   ค่าอุปกรณ์ครัวที่ไม่คาดคิด หากคุณไม่ใช่เชฟหรือไม่เคยมีประสบการณ์ทำร้านอาหารมาก่อน […]

ทำร้านอาหารมีแต่ passion แต่ไม่มีระบบ มันไม่ทำให้อยู่รอดได้นะ

ทุกวันนี้เวลาได้คุยกับคนที่เริ่มมาทำร้านอาหารหรือร้านขนม หลายคนที่ได้คุย ชอบบอกกับผมว่าเค้าอยากทำร้านเพราะเค้าชอบทำอาหาร เวลาทำให้ญาติหรือเพื่อนๆทานก็มีแต่คนบอกว่าอร่อย และเชียร์ให้เปิดร้านขายเลย สุดท้ายหลายคนถึงขั้นยอมออกจากงานเงินเดือนดีๆมาทำ หรือบางคนแทนที่สืบทอดกิจการจากที่บ้านก็ขอที่บ้านมาทำร้านเพราะอยากพิสูจน์ตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ การทำอาหารกับ การทำธุรกิจอาหาร มันคนละเรื่องกัน! การมี Passion ในการทำงานย่อมเป็นเรื่องที่ดี เพราะการทำร้านอาหารร้านนึงไม่ว่าจะเป็นร้านเล็กร้านใหญ่ คุณจะต้องพบเจอปัญหาตลอดทางตั้งแต่การเริ่มทำร้าน การคิดเมนู การทำการตลาด ไปจนถึงการบริการ การเงินบัญชี หากใครไม่มี Passion ในการทำร้านตั้งแต่ต้นแล้ว เชื่อว่าคงพับกระเป๋ากลับบ้านได้ในระยะเวลาไม่กี่เดือนแน่นอน แต่การมี Passion อย่างเดียวไม่สามารถทำให้ร้านอยู่รอดได้ แค่อยู่รอดนะ ไม่ได้หมายความจะประสบความสำเร็จด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างการทำร้านขนมเล็กๆหนึ่งร้านว่าคุณจะต้องเจออะไรบ้าง อยากแรกเลยคือเรื่องสถานที่ ตอนคุณทำขนมที่บ้านคุณไม่ต้องเสียค่าเช่าที่ ค่าน้ำค่าไฟ ตู้ย็นคุณก็ใช้ของที่บ้านได้ แต่พอคุณทำร้านคุณเอง ไหนจะค่าตกแต่ง ค่าเช่า ค่าน้ำค่าไฟ การวางแผนการเงินการลงทุนก่อนทำร้านถึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของร้านคุณเลยว่าควรจะไปทางไหน ต่อมาคือเรื่องคน ตอนคุณทำขนมที่บ้าน คุณอยากทำวันไหนก็ได้ วันไหนเหนื่อยก็หยุดพัก แต่พอมาทำร้านจากความชอบกลายเป็นหน้าที่ วันไหนขี้เกียจก็ต้องตื่นมานั่งทำวันหยุดเหมือนคนอื่นๆก็ไม่มี ถึงต่อให้ไม่ทำเองก็ต้องให้ลูกน้องทำ ซึ่งบางวันก็ทำตามมาตรฐานเรา บางวันก็ทำตามใจตัวเอง อร่อยบ้างไม่อร่อยบ้าง ก็ทนให้ลูกค้าด่าไป อยู่ดีๆวันนึงลูกน้องอันประเสริฐของคุณก็ดันออกโดยไม่แจ้งล่วงหน้า แล้วคุณเองก็ดันไม่ได้มีคนสำรองไว้ด้วย งานเข้าเลยทีนี้ ต้องมานั่งวุ่นหาคนมาช่วย […]