7 ปัจจัยในการเลือกทำเลร้านอาหาร - Torpenguin

7 ปัจจัยในการเลือกทำเลร้านอาหาร

 

—- จะเลือกทำเลร้านอาหารต้องดูอะไรบ้าง —-

 

ปัจจัยในการเลือกที่ตั้งของแต่ละคนอาจต่างกัน บางคนอาจให้ความสำคัญเรื่องค่าเช่าเป็นเรื่องหลักเพราะถูกจำกัดด้วยงบประมาณ

แต่สำหรับคนที่ไม่มีปัญหาเรื่องเงินลงทุนหรือค่าเช่า อาจจะอยากได้พื้นที่ที่คนพลุกพล่านหรือใกล้รถไฟฟ้ามากกว่า เพราะคนยิ่งเยอะนั่นหมายถึงโอกาสในการขายที่มากขึ้น

หรือร้านบางร้านที่ต้องใช้พื้นที่เยอะในการขายและต้องลงทุนเป็นจำนวนมาก เช่น ร้านอาหารบุฟเฟต์หมูกระทะ หรือสวนอาหาร อาจจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยด้านระยะเวลาของสัญญาเช่ารวมไปถึงที่จอดรถมากกว่าร้านอาหารประเภทอื่น

การที่เราวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ โดยละเอียดทุกครั้งก่อนตัดสินใจว่าจะไปเปิดที่ไหนนั้น จะทำให้เรามีโอกาสได้ทำเลที่ตรงกับความต้องการของเรามากขึ้น และลดโอกาสที่จะเจ๊งได้ด้วยเช่นเดียวกัน ฉะนั้นลองมาดูปัจจัยในการเลือกทำเลที่ตั้งร้านอาหารกันว่ามีอะไรบ้าง

ซึ่งปัจจัยในการเลือกทำเลที่ัตั้งนั้นมีอยู่ด้วยกัน 7 หัวข้อหลักดังนี้

 

1. กลุ่มลูกค้า (Target market)

ถ้าคุณรู้อยู่แล้วว่าคุณต้องการขายอะไร อาหารที่คุณจะขายมีจุดเด่นอย่างไร คุณควรจะมีไอเดียมาบ้างแล้วว่าคุณต้องการที่จะขายใคร

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการขายก๋วยเตี๋ยวที่มีจุดเด่นอยู่ที่เนื้อนำเข้า แบรนด์ดิ้งดูน่ารักทันสมัย ราคาขายอยู่ที่ประมาณ 60 – 100 บาท

กลุ่มลูกค้าของคุณอาจเป็นพนักงานออฟฟิศในเมืองมากกว่าชาวบ้านทั่วไป ฉะนั้นทำเลที่เหมาะกับคุณอาจเป็นพื้นที่โซนสำนักงานในเมือง เช่น สุขุมวิท พหลโยธิน รัชดา เป็นต้น เพราะเป็นทำเลที่มีกลุ่มลูกค้าที่คุณมองหาอยู่และมีโอกาสเป็นลูกค้าประจำของคุณด้ว

หรือถ้าคุณต้องการเปิดสวนอาหารขนาด 100 โต๊ะ คุณคงไม่มองพื้นที่ในเมืองที่มีราคาสูงแน่นอน ฉะนั้นตัวเลือกของคุณอาจเป็นพื้นที่นอกเมือง ที่มีชุมชนหรือคนอาศัยอยู่หนาแน่นแทน

พอคุณรู้ว่ามีกลุ่มลูกค้าคุณในทำเลนั้นๆ แล้ว สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อมาคือ ขนาดของกลุ่มลูกค้านี้มีจำนวนมากพอหรือไม่ เพราะคงเป็นเรื่องยากที่จะให้ลูกค้าคนเดิมกลับมากินร้านคุณทุกอาทิตย์แน่นอน การมีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย คือมีทั้งกลุ่มลูกค้าหลัก (Primary target) และกลุ่มลูกค้ารอง (Secondary target) จะทำให้ความเสี่ยงว่าจะไม่มีลูกค้าเข้าร้านลดน้อยลง

 

2. การเข้าถึง (Accessibility)

ยิ่งลูกค้าสามารถมาที่ร้านคุณได้หลากหลายช่องทางเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ร้านคุณมีโอกาสขายได้มากขึ้นเท่านั้น

ถ้าร้านของคุณเดินทางมาได้ด้วยรถยนต์ส่วนตัวเท่านั้น แต่กลับตั้งอยู่ในซอยเล็กๆ ที่รถสวนกันยากหรือ ถ้าร้านคุณตั้งอยู่ฝั่งขาเข้าเมือง ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้าจะขับรถฝั่งขาออกนอกเมืองในช่วงเย็น

ปัจจัยเหล่านี้ย่อมทำให้ลูกค้าอาจขี้เกียจในการขับรถมายังร้านคุณก็เป็นได้

การเข้าถึงในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะการเดินทางมายังร้านของคุณเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงตำแหน่งที่ตั้งร้านของคุณในห้างหรือในศูนย์อาหารด้วยเช่นกัน

เพราะต่อให้ร้านคุณอยู่ในห้างที่มีลูกค้าหนาแน่น แต่หากร้านของคุณอยู่ในพื้นที่ที่ลึกสุด เช่น ต้องเดินจากบันไดเลื่อนหรือลิฟต์แล้วต้องเลี้ยวหลายต่อกว่าจะไปถึงร้านของคุณ ก็คงยากที่ลูกค้าจะมองเห็นและเข้าถึงร้านของคุณอย่างแน่นอน

3. การมองเห็น (Visibility)

ถ้าคุณเป็นร้านที่เพิ่งเปิดใหม่คงจะดีกว่าถ้าทำเลที่คุณเลือกเป็นทำเลที่อยู่ติดถนน ที่มีรถสัญจรไปมาอยู่ตลอดหรือมีคนเดินผ่านพลุกพล่านมากกว่าที่จะอยู่ในซอยเล็กๆ

เพราะต่อให้วันนั้นเขายังไม่เข้ามาใช้บริการ แต่อย่างน้อยเขาจะจำชื่อร้านของคุณได้ เหมือนเป็นการโฆษณาโดยไม่ต้องเสียเงิน หรือต่อให้ร้านของคุณอาจอยู่ในซอย แต่ถ้าสามารถติดตั้งป้ายหน้าปากซอยทางเข้าได้ ก็จะช่วยให้ลูกค้ารู้ว่ามีร้านคุณตั้งอยู่ด้วยเช่นกัน

4. การแข่งขัน (Competition)

ร้านเราไม่ได้เป็นร้านอาหารเดียวบนถนนเส้นนั้นแน่นอน การศึกษาสภาพการแข่งขันหรือคู่แข่งก่อนที่จะตัดสินใจเลือกทำเล จะทำให้เราได้เรียนรู้ว่าร้านอาหารแถวนั้นขายได้มากน้อยอย่างไร

ลูกค้าในละแวกนั้นเป็นใคร ราคาขายต่อหัวอยู่ที่เท่าไหร่ เรื่องต่างๆ เหล่านี้จะทำให้เรามีข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการเลือกทำเลมากขึ้น

การไปตั้งอยู่ในทำเลที่มีคู่แข่งอยู่แล้วมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ในมุมของข้อดี ถ้าคุณเป็นร้านเปิดใหม่การอยู่ใกล้กับร้านอาหารคู่แข่งย่อมทำให้ร้านคุณเป็นที่รู้จักไปโดยอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม ก็เป็นเรื่องยากเช่นกันในการไปแย่งกลุ่มลูกค้ากับร้านอาหารเดิม ยิ่งถ้าร้านนั้นเป็นร้านที่มีชื่อเสียง เว้นแต่ว่าเราจะมีจุดเด่นที่แตกต่างจากคู่แข่งเหล่านั้

ทำเลที่ดีควรเป็นทำเลที่มีร้านหรือธุรกิจที่มีกลุ่มลูกค้ากลุ่มเดียวกับของร้านอาหารเราตั้งอยู่ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเป็นร้านอาหารไทยต้นตำรับสำหรับคนต่างชาติ ทำเลที่เหมาะสมอาจเป็นทำเลที่มีร้านขายของฝาก หรือมีสปาระดับ 5 ดาวอยู่ใกล้ๆ เป็นต้น

5. สัญญาเช่า (Lease agreement)

คนที่เริ่มทำร้านอาหารครั้งแรกอาจจะยังไม่รู้ว่าสามารถต่อรองเงื่อนไขสัญญาเช่าต่างๆ ได้ เพราะคิดว่าถ้าต่อรองแล้วคุณอาจจะไม่ได้เช่าพื้นที่

แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาผมอยากแนะนำว่า อย่ากลัวที่จะต่อรอง เพราะถ้าผู้ให้เช่าหรือเจ้าของที่เขาไม่เห็นด้วยในสิ่งที่คุณขอ เขาจะเป็นคนบอกคุณเอง

ถ้าร้านของคุณเป็นร้านที่เป็นที่มีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง หรือถ้าพื้นที่ที่คุณต้องการเช่าตรงนั้นไม่มีผู้เช่ามาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว อาจทำให้คุณสามารถต่อรองเรื่องค่าเช่ารวมไปถึงสัญญาเช่ากับผู้ให้เช่า (Landlord) ได้ในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะขอลดค่าเช่า หรือไม่คิดค่าเช่าช่วงตกแต่งร้าน

ซึ่งโดยปกติผู้ให้เช่าจะไม่คิดค่าเช่าแค่ 30 วัน (Rent free period) หลังจากทำสัญญาแล้วเท่านั้น

แต่ถ้าหากพื้นที่นั้นอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่มีลูกค้าคึกคัก หรือคุณไม่เคยทำร้านอาหารอะไรมาก่อน คงเป็นเรื่องยากที่จะสามารถต่อรองในเรื่องต่างๆ ได้ เพราะจะกลายเป็นคุณต้องไปง้อผู้ให้เช่า ไม่ใช่ผู้ให้เช่ามาง้อคุณ

สิ่งที่คุณอาจสามารถต่อรองในเรื่องของสัญญาได้ เช่น ต่อรองช่วงฟรีค่าเช่า (Rent free period) ต่อรองเรื่องภาษีโรงเรือนให้ผู้ให้เช่ารับผิดชอบ หรืออาจรวมไปถึงต่อรองค่าเช่า โดยอาจขอให้เก็บค่าเช่าต่ำในปีแรก เพื่อให้มั่นใจว่าร้านจะอยู่ได้แน่ๆ และที่สำคัญที่สุดอะไรที่คุณตกลงกับเจ้าของที่ไว้ อย่าลืมใส่ไว้ในสัญญาให้เป็นลายลักษณ์อักษรด้วย

6. ค่าเช่า (Rent)

คำว่าค่าเช่าถูกแพงแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน ร้านอาหารบางประเภทที่สามารถขายราคาต่อหัวได้มากและมีกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่อาจพร้อมจ่ายค่าเช่าในราคาที่สูงกว่าร้านก๋วยเตี๋ยวหรือร้านอาหารตามสั่ง ที่มีกำไรต่อหัวน้อย

ยกตัวอย่างเช่น พื้นที่ในคอมมูนิตี้มอลล์นอกเมืองขนาด 80 ตรม. ราคาค่าเช่าอยู่ที่ 64,000 บาท อาจเหมาะกับร้านอาหารซูชิที่ราคาต่อหัวอยู่ที่ 500 บาท มากกว่าร้านก๋วยเตี๋ยวที่ขายอยู่ชามละ 50 บาท เพราะต่อให้ขายก๋วยเตี๋ยวได้วันละ 150 ชามรวมน้ำ อาจขายได้แค่วันละ 10,000 บาทหรือเดือนละ 300,000 บาท

เมื่อเทียบกับค่าเช่าแล้วจะเห็นว่าสัดส่วนของค่าเช่าจะอยู่ที่ 21% ซึ่งถือว่าสูงเกินไปสำหรับร้านอาหารประเภทนี้
ฉะนั้นจะเลือกทำเลไหน

อย่าลืมดูด้วยว่าประเภทอาหารที่เราจะขาย รวมไปถึงราคาขายสอดคล้องกับค่าเช่าที่ที่ต้องจ่ายหรือไม่ ซึ่งโดยปกติร้านอาหารไม่ควรจ่ายค่าเช่าเกิน 10-15 % ของรายได้โดยประมาณ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราคาดการณ์ว่ารายได้จะอยู่ที่เดือนละ 500,000 บาท เราก็ไม่ควรเสียค่าเช่าเกินเดือนละ 50,000 – 75,000 บาท ซึ่งค่าเช่าควรรวมไปถึงค่าส่วนกลางทั้งหมด แต่ไม่รวมค่าน้ำ ไฟ และแก๊ส

7. ที่จอดรถ (Parking)

อย่าคิดว่าร้านเราอร่อย ร้านเราดัง ต่อให้ไม่มีที่จอดรถถึงอย่างไรลูกค้าก็ต้องมากิน ถ้าคุณคิดอย่างนั้นบอกได้เลยว่าคิดผิด

ทุกวันนี้ลูกค้ามีทางเลือกมากมาย ถ้าเขาไม่ได้รับความสะดวกสบายในการมาร้าน เขาอาจย้ายไปกินร้านอื่นที่มีที่จอดรถได้ในทันที

ยิ่งถ้าร้านอาหารของคุณเป็นร้านอาหารประเภท Casual หรือ Fine dining ที่ไม่ได้จับกลุ่มลูกค้าเฉพาะในพื้นที่ด้วยแล้ว ที่จอดรถอาจกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้

แต่ถ้าในพื้นที่ไม่มีที่จอดรถจริงๆ ก็อาจใช้วิธีเช่าพื้นที่ที่จอดรถข้างเคียงหรือ จะใช้บริการรับจอดรถ (Valet parking) ซึ่งพบได้บ่อยบนเส้นสุขุมวิทและสีลมก็ได้ เหตุนี้ทำร้านเจ้าของร้านอาหารส่วนหนึ่งเลือกไปเปิดร้านใน Community mall หรือภายในอาคารที่มีที่จอดรถอยู่แล้ว ซึ่งก็ต้องแลกมากับราคาค่าเช่าที่สูงกว่าท้องตลาดทั่วไป

#ต่อเพนกวิน
#ผู้ชายขายบริการ

HOT STORIES

ไม่มีหรอกของถูกหรือแพงมีแต่ของ”คุ้ม”หรือ”ไม่คุ้ม”

เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมร้านอาหารหลายร้านที่ตั้งราคาแพงกว่าตลาดแต่ทำไมคนก็ยังเข้ามาไม่ขาดสาย เทียบกับอีกร้านที่ราคาถูกกว่าแต่กลับไม่มีลูกค้าเลย สิ่งนี้มันทำให้เห็นว่าไม่จำเป็นที่ของราคาถูกกว่าจะขายได้ดีกว่าของที่ราคาแพงกว่าเสมอไป เพราะลูกค้าไม่ได้มองที่ราคาเพียงอย่างเดียวว่าถูกหรือแพง แต่เค้าจะมองว่า “คุ้ม” หรือ “ไม่คุ้ม” กับสิ่งที่จ่ายลงมากกว่า ซึ่งทฤษฎีความคุ้มค่าของลูกค้าคือ                                            ความคุ้มค่า = สิ่งที่ได้รับ – สิ่งที่คาดหวัง   จากสมการจะเห็นว่าการที่ตั้งราคาอาหารสูงไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ต้องมั่นใจว่าจะสามารถส่งมอบได้มากกว่าหรือเท่ากับตามที่ลูกค้าคาดหวังด้วย ซึ่งความคุ้มค่าในมุมมองของลูกค้าอาจไม่ใช่แค่รสชาติ และราคาเพียงอย่างเดียว แต่อาจรวมไปถึง การบริการ ความเร็ว บรรยากาศ และการตกแต่งจาน บางร้านรสชาติอาจจะไม่ได้เด่นมาก แต่พนักงานบริการดี ยิ้มแย้มแจ่มใส มีการจัดจานที่ดี ก็จะทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่เค้าจ่ายไปได้ เทียบกับอีกเจ้าที่ราคาถูกกว่า ยกตัวอย่างเช่น ร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำทะเล A […]

7 ปัจจัยในการเลือกทำเลร้านอาหาร

  —- จะเลือกทำเลร้านอาหารต้องดูอะไรบ้าง —-   ปัจจัยในการเลือกที่ตั้งของแต่ละคนอาจต่างกัน บางคนอาจให้ความสำคัญเรื่องค่าเช่าเป็นเรื่องหลักเพราะถูกจำกัดด้วยงบประมาณ แต่สำหรับคนที่ไม่มีปัญหาเรื่องเงินลงทุนหรือค่าเช่า อาจจะอยากได้พื้นที่ที่คนพลุกพล่านหรือใกล้รถไฟฟ้ามากกว่า เพราะคนยิ่งเยอะนั่นหมายถึงโอกาสในการขายที่มากขึ้น หรือร้านบางร้านที่ต้องใช้พื้นที่เยอะในการขายและต้องลงทุนเป็นจำนวนมาก เช่น ร้านอาหารบุฟเฟต์หมูกระทะ หรือสวนอาหาร อาจจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยด้านระยะเวลาของสัญญาเช่ารวมไปถึงที่จอดรถมากกว่าร้านอาหารประเภทอื่น การที่เราวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ โดยละเอียดทุกครั้งก่อนตัดสินใจว่าจะไปเปิดที่ไหนนั้น จะทำให้เรามีโอกาสได้ทำเลที่ตรงกับความต้องการของเรามากขึ้น และลดโอกาสที่จะเจ๊งได้ด้วยเช่นเดียวกัน ฉะนั้นลองมาดูปัจจัยในการเลือกทำเลที่ตั้งร้านอาหารกันว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งปัจจัยในการเลือกทำเลที่ัตั้งนั้นมีอยู่ด้วยกัน 7 หัวข้อหลักดังนี้   1. กลุ่มลูกค้า (Target market) ถ้าคุณรู้อยู่แล้วว่าคุณต้องการขายอะไร อาหารที่คุณจะขายมีจุดเด่นอย่างไร คุณควรจะมีไอเดียมาบ้างแล้วว่าคุณต้องการที่จะขายใคร ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการขายก๋วยเตี๋ยวที่มีจุดเด่นอยู่ที่เนื้อนำเข้า แบรนด์ดิ้งดูน่ารักทันสมัย ราคาขายอยู่ที่ประมาณ 60 – 100 บาท กลุ่มลูกค้าของคุณอาจเป็นพนักงานออฟฟิศในเมืองมากกว่าชาวบ้านทั่วไป ฉะนั้นทำเลที่เหมาะกับคุณอาจเป็นพื้นที่โซนสำนักงานในเมือง เช่น สุขุมวิท พหลโยธิน รัชดา เป็นต้น เพราะเป็นทำเลที่มีกลุ่มลูกค้าที่คุณมองหาอยู่และมีโอกาสเป็นลูกค้าประจำของคุณด้วย หรือถ้าคุณต้องการเปิดสวนอาหารขนาด 100 โต๊ะ คุณคงไม่มองพื้นที่ในเมืองที่มีราคาสูงแน่นอน ฉะนั้นตัวเลือกของคุณอาจเป็นพื้นที่นอกเมือง ที่มีชุมชนหรือคนอาศัยอยู่หนาแน่นแทน พอคุณรู้ว่ามีกลุ่มลูกค้าคุณในทำเลนั้นๆ แล้ว […]

ข้อคิดเถ้าแก่จาก เจ้าสัวธนินทร์

— ข้อคิดเถ้าแก่จากเจ้าสัวธนินทร์ — เมื่อวานนี้ (11/1/2019) ทางผมและพี่ชาย ได้มีโอกาสไปบรรยายให้ทางเจ้าสัวธนินทร์ คณะผู้บริหาร และพนักงานในเครือ CP ฟังเกี่ยวกับแนวคิดธุรกิจของเพนกวิน รวมถึงมีโอกาสได้นั่งพูดคุยกับคุณธนินทร์และนั่งฟังท่านสอนพนักงานต่อ .ซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าสนใจและมีประโยชน์ต่อเจ้าของธุรกิจหรือเถ้าแก่อย่างเรา เลยถือโอกาสสรุปออกมาเป็นข้อๆเผื่อจะเอาไปปรับใช้กับสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ได้ 1. เป็นเถ้าแก่อย่าคิดว่าสบาย ใครที่คิดว่าเป็นเถ้าแก่แล้วจะสบายกว่าการเป็นพนักงานก็อย่ามาเป็นเถ้าแก่ เพราะเป็นเถ้าแก่แล้วคุณต้องทำมันตลอดเวลาไม่มีวันหยุด แต่ให้คุณสนุกกับงานที่ทำ ให้เหมือนกำลังเล่นเกมอยู่ เมื่อไหร่ที่คุณไม่สนุกกับงานที่ทำคุณจะไม่มีทางทำมันออกมาได้ดีเลย 2. เป็นเถ้าแก่ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา เราจะหยุดเรียนรู้ไม่ได้เลย ทุกวันนี้มีสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่เราหยุดเรียนรู้เราจะตามคนอื่นไม่ทัน ขนาดอายุ 80 อย่างผม(คุณธนินทร์) ก็ยังต้องรู้จากคนรุ่นใหม่อยู่ตลอดเวลา ต้องตามโลกให้ทันโดยเฉพาะเรื่อง IT เรื่องเทคโนโลยี 3. เป็นเถ้าแก่ผลงานไม่ดีให้โทษตัวเองก่อนลูกน้อง ในฐานะเถ้าแก่คุณคือคนที่วางทิศทางของธุรกิจ คนที่มีอำนาจตัดสินใจทุกๆอย่าง คุณไม่สามารถโทษใครได้เลยถ้าผลงานออกมาไม่ดี ไม่ว่าสาเหตุจะเกิดจากพนักงานของคุณหรือไม่ก็ตาม 4. เป็นเถ้าแก่ต้องกล้าเปลี่ยนแปลงถ้าวิธีการเดิมไม่ได้ผล เราอยู่ในยุค 4.0 ยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด วิธีที่เคยทำสำเร็จอาจไม่สามารถใช้ได้กับยุคนี้ และถ้าวิธีการเดิมที่ทำอยู่ไม่ได้ผลหรือได้ผลลัพธ์แย่ลง ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการใหม่ๆ อย่ามัวไปยึดติดกับวิธีคิดแบบเดิมๆ 5. เป็นเถ้าแก่ทำผิดพลาดได้แต่ต้องรู้ตัวว่าผิด การทำผิดพลาดเป็นเรื่องปกติในการทำงาน คนที่ไม่เคยทำผิดคือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย แต่สิ่งที่น่ากลัวของคนที่ทำผิดพลาดที่สุดก็คือการที่ไม่รู้ว่าตัวเองทำผิด เพราะเมื่อไหร่ที่คุณไม่รู้ว่าตัวเองทำผิด ก็จะไม่มีการแก้ไข […]

ทำไม “ช่างชุ่ย” ถึงไม่ประสบความสำเร็จ

ทำไม “ช่างชุ่ย” ถึงไม่ประสบความสำเร็จ ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว “ช่างชุ่ย” (www.changchuibangkok.com) เป็นโครงการทื่ฮืฮฮาในช่วงเปิดตัวช่วงแรกเป็นอย่างมาก ทำเอารถติดทั้งถนนสิรินธร ยาวไปจนถึงปิ่นเกล้าอยู่ช่วงนึง ถึงขนาดมีกระทู้ดราม่าในออนไลน์ แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือนโครงการก็เริ่มเงียบลงเรื่อยๆ จนทุกวันนี้ผู้เช่าเริ่มทยอยออก ผู้เช่าที่ยังอยู่หลายรายก็เปิดร้านเฉพาะในช่วงเย็นหรือเสาร์อาทิตย์เท่านั้น เราลองมาวิเคราะห์กันดูเล่นๆว่าสาเหตุใดที่ทำให้โครงการนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ปล. ความเห็นทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมคนเดียวนะครับ 1. ปัญหาทำเลที่ตั้งโครงการ ปัจจัยในความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของธุรกิจรีเทลนั่นก็คือ ทำเล ทำเล และ ทำเล โครงการช่างชุ่ยนั้นตั้งอยู่ฝั่งธนฯ ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยของคนกรุงเทพฯ ซึ่งย่านฝั่งธนฯเองนั้นก็มีโครงการลักษณะนี้ขึ้นเต็มไปหมด แต่แทบไม่มีโครงการไหนเลยที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จได้เต็มปาก ไม่ว่าจะเป็น The Circle ราชพฤกษ์ Crystal SB ราชพฤกษ์ The Walk ราชพฤกษ์ ที่คนหนาแน่นในวันหยุดแต่ก็เงียบในวันธรรมดาเหล่านี้คือเจ้าที่เรียกได้ว่าพอถูๆไถๆ แต่หากพูดถึง The Bright พระรามสอง Victoria Gardens เพชรเกษม หรือ Sena Fest เจริญนคร ฯลฯ แล้วเหล่านี้คือห้างที่แมลงวันบินทียังได้ยินเสียง ขนาดโครงการเหล่านี้ที่ถือว่าอยู่ในทำเลชุมชนที่พักอาศัยหนาแน่นและมีกำลังซื้อสูงทั้งในย่าน ราขพฤกษ์ […]