สิ่งที่เรียนรู้จากการทำร้านอาหารตลอด 3 ปี - Torpenguin

สิ่งที่เรียนรู้จากการทำร้านอาหารตลอด 3 ปี

ตลอด 3 ปีที่เปิดร้านเพนกวินมาได้พบเจออะไรมากมายทั้งเรื่องที่ดีไม่ดี ในโอกาสที่เพนกวินก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 เลยอยากถือโอกาสสรุปบทเรียนที่ได้เรียนรู้เพื่อเป็นการเตือนตัวเองในวันข้างหน้าและเผื่อเป็นข้อคิดและเช็คลิสต์สำหรับคนที่อยากทำร้านอาหารหรือทำร้านอยู่แล้วก็ตามว่าเราหลงลืมข้อไหนกันไปรึเปล่า

  1. Passion ทำให้เกิดธุรกิจ แต่ไม่ทำให้ธุรกิจเติบโต

หลายคนที่เริ่มทำร้านอาหารมักจะเริ่มจากมี passion ในการทำอาหารหรือบางคนชอบทานจนอยากทำร้านของตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามจงระลึกไว้ว่า “การทำอาหารกับการทำธุรกิจร้านอาหารคนละเรื่องกัน”ในช่วงแรกเชื่อว่าทุกคนล้วนมี passion เต็มเปี่ยม ทำได้ทุกอย่างตั้งแต่ เข้าครัว เสิรฟ์อาหาร คิดเงิน ไปกระทั่งล้างจาน

แต่หากคุณต้องทำซ้ำๆเดิมทุกวันๆ แถมยังจะต้องมานั่งแก้ปัญหาทั้งปัญหาเดิมและปัญหาใหม่ที่เข้ามาทดสอบคุณอยู่ตลอด เชื่อว่า passion หรือไฟในตัวคุณก็อาจมอดไปในระยะอันรวดเร็วได้เช่นกัน

สิ่งที่จะทำให้ธุรกิจของคุณไปต่อได้จึงไม่ใช่แค่ passion อีกต่อไป หากแต่คือ “ระบบ” ระบบที่จะช่วยให้ร้านเดินต่อไปได้แม้ในช่วงที่คุณไม่อยู่เป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือน ถ้าไม่เชื่อลองไปสังเกตุร้านตามห้างที่เปิดมานานหรือมีสาขาเยอะ มีร้านไหนบ้างที่เจ้าของร้านจะต้องมานั่งเฝ้าร้านตลอดเวลาเหมือนที่คุณกำลังทำ

 

  1. เจ๊งในกระดาษให้จบก่อนลงมือทำจริง

หากคุณเกิดมาในตระกูลร่ำรวยที่พร้อมจะให้คุณละลายเงินอย่างไม่ต้องแคร์ก็ข้ามข้อนี้ไปได้เลย แต่หากคุณคือคนที่เก็บเงินมาตลอดชีวิตเพื่อที่จะมีธุรกิจของตัวเองก็อยากให้ตั้งใจอ่านข้อนี้ให้ดี

การลงทุนร้านอาหารในปัจจุบันไม่ได้ใช้เงินน้อยเลย ยิ่งเมื่อคุณคิดจะทำร้านในห้างหรือคอมมูนิตี้มอลล์ด้วย แค่ค่ามัดจำอย่างเดียวก็อาจทำให้คุณหมดเงินเป็นล้านได้แล้ว

การคำนวนความเป็นไปได้โครงการ หรือที่เรียกว่า Feasibility study จึงมีความสำคัญมากๆ แต่เชื่อหรือไม่ว่าแทบจะไม่มีร้านไหนเลยที่รู้จักคิดถึงเรื่องเหล่านี้ก่อนที่ลงมือทำ แทบทุกคนเลือกที่จะไปตายเอาดาบหน้ากันหมด

อยากให้คุณลองคิดในกระดาษให้ดีก่อนลงมือทำจริงไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินลงทุน ลูกค้าคือใคร คู่แข่งเป็นใคร จำนวนหัวต่อวัน หรือแม้แต่กระทั่งค่าใช้จ่ายในการดำเนินการว่ามีอะไรบ้างและสุดท้ายกำไรที่คาดว่าจะได้รับ แล้วที่สำคัญอยากให้คิดถึง worst case scenario ด้วย ว่าถ้าเกิดไม่เป็นอย่างที่คุณคิดแล้วคุณจะรับมันไหวมั้ย

ถ้าคิดในกระดาษจนถี่ถ้วนแล้วยอมรับความเสี่ยงได้ ค่อยตัดสินใจลงเงินจริงๆ

 

  1. ทำเล ทำเล ทำเล

เวลาคุณทำอาหารไม่ดีคุณยังแก้ตัวได้ แต่เวลาคุณเลือกทำเลผิด คุณไม่สามารถย้ายร้านไปตั้งที่อื่นได้ ผมรู้จักหลายร้านที่อาหารดี ทำการตลาดดี แต่ดันไปเลือกทำเลผิดทำยังไงก็ไม่ขึ้น หรือขึ้นได้ยาก

แล้วไอ้ทำเลที่ดีนี่มันดูยังไง? ทำเลที่ดีไม่ใช่ทำเลที่ราคาแพงเพียงอย่างเดียว แต่มันคือทำเลที่ตรงกับกลุ่มลูกค้าของเรา ทำเลมีทั้งขาจรและขาประจำ และเหมาะสมกับโปรดักส์ราคาทีเราขาย

ทำเลแต่ละทำเลก็มีนิสัยและคาแรกเตอร์ต่างกัน ทำเลที่อยู่ใกล้สถานศึกษาก็อาจเจอปัญหาช่วงปิดเทอม ทำเลออฟฟิศก็จะขายได้แค่เดือนละ 22 วัน ทำเลนอกเมืองอาจขายได้เฉพาะช่วงเย็นและเสาร์อาทิตย์

จะเลือกทำไหนก็ตาม อย่าลืมดูคาแรกเตอร์ของทำเลว่าเหมาะกับกลุ่มลูกค้าเราหรือเปล่ารวมถึงศึกษาข้อจำกัดของแต่ละทำเลให้ดีก่อรตัดสินใจ

 

  1. ความอร่อยไม่ใช่จุดขาย แต่คือมาตรฐานต่ำสุดของร้าน

ใครที่เปิดร้านอาหารแล้วคิดจะชูจุดขายแค่ความอร่อยอย่างเดียวอยากให้ลองกลับไปคิดใหม่ มันไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่อยากถามว่ามีร้านไหนที่บอกว่าตัวเองไม่อร่อยบ้าง นั่นหมายถึงความอร่อยคือพื้นฐานที่ทุกร้านควรจะมีให้ลูกค้าอยู่แล้ว

อีกทั้งการที่ลูกค้าจะรู้ว่าอร่อยไม่อร่อยนั่นหมายถึงเค้าจะต้องเข้ามาใช้บริการแล้ว แต่การที่คุณจะแย่งพื้นที่ความสนใจของลูกค้าในออนไลน์นั้นไม่ง่ายเลย

การหาจุดขายด้านอื่นมาเสริมเช่น ถ่ายรูปสวย บรรยายกาศน่ารัก คอนเซปต์อาหารแปลกใหม่หาที่ไหนไม่ได้ จะเป็นตัวที่ช่วยดึงดูดความสนใจของลูกค้าให้มาเป็น first time customer แต่รสชาติและบริการจะทำให้ลูกค้ากลับมาเป็น repeat customer เพราะต่อให้ร้านคุณถ่ายรูปสวยแค่ไหน ถ้าอาหารไม่อร่อยก็ไม่ต่างอะไรกับแก้วที่ก้นรั่ว ไม่ว่าคุณจะเติมน้ำลงไปเท่าไหร่ หากไม่สามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมได้ทุกอย่างก็จบ

 

  1. คนคือหัวใจของธุรกิจ

อาหารไม่ได้ลอยออกมากจากครัวได้ด้วยตัวเอง หรือ ไม่ได้ลอยจากโต๊ะไปที่เครื่องล้างจานได้เอง ทุกอย่างต้องผ่านคนทั้งสิ้น ฉะนั้นคนหรือพนักงานคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในธุรกิจนี้

หลายๆร้านที่อร่อยแต่พนักงานบริการไม่ดีหรือพูดไม่รู้เรื่องก็อาจพังได้ หรือขายอยู่ดีๆเชฟลาออก เชฟคนใหม่เข้ามาก็ทำได้ไม่เหมือนเดิม ซึ่งเราคงไม่สามารถห้ามไม่ให้คนออกได้ การจัดทำมาตรฐานการทำงานหรือ SOP จะช่วยส่งต่อการทำงานระหว่างคนสู่คน จะเป็นตัวกำหนดขั้นตอนการทำงานตั้งแต่หลังบ้านไปจนถึงหน้าบ้านให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

พึงระลึกเสมอว่า“เราไม่ได้อยู่ในธุรกิจอาหาร แต่เราอยู่ในธุรกิจบริการผ่านอาหาร” การดูแลพนักงานให้ดีก็คือหัวใจของธุรกิจอาหารอีกเรื่องนึง เพราะเมื่อไหร่เราดูแลพนักงานดี พวกเค้าจะเป็นคนดูแลร้านอาหารแทนคุณเองเมื่อคุณไม่อยู่

 

  1. ธุรกิจนี้ไม่มีเสือนอนกิน

ใครที่ทำร้านอาหารโดยคิดว่าจะเป็นเสือนอนกินหรือคิดจะอยู่ไปอีก 10-20 ปีแทบจะเลิกคิดไปได้เลย

ถ้าไม่เชื่อลองย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แล้วดูว่ามีร้านที่อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้กี่ร้านกัน ถ้าไม่นับร้านของเจ้าใหญ่ๆในตลาดทั้งในเครือของ CRG, Oishi, Minor หรือ MK ฯลฯ ที่มีเงินถุงเงินถัง จะเห็นว่ามีไม่ถึง 10%เท่านั้นที่อยู่รอดได้

ด้วยความที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รวมไปถึง คำว่า Loyalty ที่แทบจะไม่มีเหลือในนิสัยของคนยุค Gen Y หรือ Z นี้แล้ว Social media สามารถทำให้ร้านของคุณเป็นที่รู้จักได้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดขายแต่ก็อาจจะเงียบเป็นป่าช้าในอีก 3 เดือนต่อมาได้เช่นกัน

“การปรับตัว” ให้ทันกับความต้องการของตลาดจึงเป็นสิ่งที่เจ้าของร้านอาหารยุคนี้ควรจะต้องมี หากยึดแต่สิ่งเดิมๆที่ทำโดยไม่รู้จัก “ปรับตัว” หรือ “เปลี่ยนแปลง” คุณก็อาจเป็นหนึ่งใน 90% ที่ล้มหายตายจากไปในตลาด

 

  1. เทคโนโลยีดีๆมีเยอะ ใช้ซะ

ทุกวันนี้หมดยุคที่เจ้าของร้านอาหารจะต้องมานั่งดูทุกอย่างคนเดียวอีกต่อไปแล้ว เราไม่ใช่ซุปเปอร์แมน ศักยภาพและเวลาของเรามีจำกัด

เราควรเอาเวลาที่มีไปโฟกัส core business ของธุรกิจเรานั่นก็คือการรักษาคุณภาพมาตรฐานและการบริการ รวมไปถึงการตลาดที่จำเป็นอย่างมากในยุคนี้ ในส่วนที่เราไม่ถนัดก็รู้จักใช้มืออาชีพหรือเทคโนโลยีมาช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้น ซึ่งทุกวันนี้มีบริษัท start-up มากมายที่คิดระบบเข้ามาช่วยร้านอาหาร ทั้งระบบ POS ระบบบัญชี HR หรือแม้แต่กระทั่งการจ่ายเงินผ่านมือถือ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถทำได้ในมือถือเครื่องเดียว

ที่พูดมานี่ไม่ได้หมายถึงให้เราไม่ต้องสนใจเรื่องเหล่านี้เลย เพียงแค่อยากให้ร็จักใช้เครื่องมือทุ่นแรงเหล่านี้มาทำให้ชีวิตของเราสะดวกขึ้นเท่านั้น

 

  1. ถ้าไม่พร้อมจะเจอปัญหา อย่าเข้ามาในธุรกิจนี้

มีผู้ใหญ่ท่านนึงที่มีประสบการณ์ทำร้านอาหารมานานบอกกับผมว่า “ทำร้านอาหารจะดีใจที่สุดอยู่สองวัน คือวันที่เราเริ่มเปิดร้าน กับวันที่เราตัดสินใจปิดร้าน” ฟังเหมือนขำแต่มันเป็นเรื่องจริง

ตลอด 3 ปีที่ทำร้านมีปัญหาให้เจอให้แก้ไขได้แทบทุกอาทิตย์ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานลาออก ลูกค้าไม่มี รสชาติไม่นิ่ง หม้อแปลงระเบิด น้ำท่วม ไฟดับ วัตถุดิบหมด หรือแม้แต่กระทั่งแทงกันในร้าน!

หากคุณคิดจะทำร้านแล้วนั่งชิวอยู่กับบ้านรอนับเงินนั้นแทบจะเลิกคิดไปได้เลย แต่หากคุณสามารถอยู่กับมันได้และพร้อมรับมือกับเรื่องที่ไม่คาดคิดในทุกๆวันแล้ว คงไม่มีสิ่งใดจะทำอะไรคุณได้แน่นอนต่อจากนี้

 

  1. ถ้ายอดขายตก อย่าเพิ่งตัดสินใจลดราคา

การที่คุณเลือกที่จะลดราคาไม่ต่างอะไรกับการฉีดยาแรงเข้าเส้น มันคงทำให้ลูกค้าเข้าร้านมากขึ้นในระยะเวลาอันสั้น แต่ในขณะเดียวกันคุณก็อาจเสียลูกค้ากลุ่มเดิมของคุณไปด้วยเช่นกัน แล้วถ้าคุณใช้วิธีลดราคาบ่อยๆ มันยิ่งทำให้ลูกค้าเสพติดกับการลดราคา เมื่อไหร่ที่คุณเลิกลดราคา ลูกค้ากลุ่มนี้ก็จะย้ายไปกินร้านอื่นทันที

สิ่งที่คุณควรจะทำคือหาสาเหตุให้เจอก่อนว่าเกิดจากอะไร เป็นเพราะภาพรวมเศรษฐกิจ หรือเป็นเพราะร้านคุณร้านเดียว แล้วค่อยคิดวิธีแก้ปัญหา ซึ่งอาจจะเป็นการออกเมนูใหม่ๆ พัฒนารสชาติให้ดีขึ้น เพิ่มช่องทางการขายออนไลน์มากขึ้น หรือ offer ของให้มากขึ้นในราคาเท่าเดิม ทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มกับเงินที่จ่ายไป เพราะบางครั้งลูกค้าอาจจะไม่ได้สนใจของที่ราคาถูกเสอไป แต่เค้าอาจสนใจว่าเงินที่เค้าจ่ายไปคุ้มหรือไม่คุ้มมากกว่า


ที่พูดมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่จะบอกทุกคนว่าอย่ามาทำธุรกิจนี้ แต่อยากให้คำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ไว้ด้วยว่าไม่ช้าก็เร็วคุณจะต้องเจอแน่นอน การวางแผนและเตรียมความพร้อมในทุกๆข้อ จะทำให้คุณอยู่กับธุรกิจนี้อย่างมีความสุขกับมันในทุกๆวันมากขึ้น

HOT STORIES

รีวิวสร้างร้านภายใน 30 วัน (ตอนที่ 1- ขั้นตอนวางแผน)

ตอนที่ 1 – ขั้นตอนวางแผน (Planning Stage) พอเราได้ข้อสรุปกันว่าจะทำร้านอาหารอีสาน ก็มาถึงขั้นตอนการประชุมวางคอนเซปต์ร้านอาหารที่เราต้องการที่จะเป็น และสรุปกันได้ว่าจะทำร้านอาหารส้มตำรสชาติแบบต้นตำรับของจังหวดอุบลฯซึ่งเป็นบ้านเกิดของหนึ่งในหุ้นส่วน โดยไม่ปรับเปลี่ยนเลย เพื่อให้คนกรุงเทพฯได้รู้จักรสชาติของอาหารอีสานจริงๆ ซึ่งร้านส้มตำที่มีหลายสาขาแบรนด์อื่นในกรุงเทพฯส่วนใหญ่จะปรับรสชาติให้เหมาะสำหรับคุนกรุงเทพฯ ในเรื่องของราคานั้นเราตั้งใจให้ราคาอยู่ในช่วงที่สามารถจับต้องได้ทุกกลุ่ม คือต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 230-250 บาท ราคาอาจสูงกว่าร้านส้มตำข้างทางหรือเป็นเพิงหน่อย แต่ถ้าเทียบกับร้านอาหารทั่วๆไปที่ตามห้างหรือคอมมูนิตี้มอลล์แล้ว ถือว่าราคาไม่ได้สูงมากนัก โดยกลุ่มลูกค้าที่เราตั้งไว้นั้นจะเป็นกลุ่มครอบครัวและพนักงานออฟฟิศที่สามารถมาทานได้บ่อยๆ ซึ่งระหว่างที่เราประชุมคอนเซปต์ของร้าน เราก็ได้ไปลองทานร้านส้มตำหลายๆแบรนด์ในกรุงเทพฯ เพื่อเปรียบเทียบทั้งในเรื่องของโปรดักส์ กลุ่มลูกค้า ช่วงราคา และทำเลที่ตั้ง พอเรารู้แล้วว่าเราจะขายอะไรต่อมาเราก็เริ่มมาดูทำเลที่จะเปิดร้านว่าทำเลแบบไหนถึงจะเหมาะกับร้านและกลุ่มลูกค้าที่เราตั้งไว้ เราตกลงกันว่าสาขาแรกไม่อยากจะลงทุนเยอะทั้งในเรื่องของค่าเช่าและเงินลงทุนตอนต้น ทำให้ทำเลที่เปิดร้านเลยต้องเลือกที่เป็น standalone โดยเราเลือกทำเลย่านราชพฤกษ์ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยราคาสูง ถึงแม้ผู้คนจะไม่พลุกพล่านเหมือนทำเลในเมือง แต่ก็ถือว่าลูกค้ามีกำลังซื้อ และเป็นทำเลที่หนึ่งในหุ้นส่วนมีร้านอาหารกันอยู่แล้ว ทำให้คุ้นเคยกับกลุ่มลูกค้าย่านนั้นดีและค่าเช่าอยู่ในเกณฑ์ที่เรารับได้ หลังจากที่เราได้ที่ตั้งร้านเรียบร้อยแล้วอยู่ในโครงการ J Arena ตรงข้ามโครงการ The Circle Ratchapruek ก่อนที่จะทำการเซ็นสัญญาเช่าพื้นที่ เราก็เริ่มเอาข้อมูลที่มีทั้งหมดมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้โครงการหรือการทำ Feasibility study ว่าในทางทำเล ตลาดและการเงินมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน การที่เราทำการวิเคราะห์ความเป็นไปได้โครงการ (Feasibility Study) ก่อน จะทำให้เรารู้ว่าค่าเช่าที่เราได้รับ กลุ่มลูกค้าที่เราคาดหวัง ราคาขาย […]

Business Plan ทางรอดร้านอาหารยุคนี้

“If you fail to plan, you plan to fail” “ถ้าคุณล้มเหลวในการวางแผน คุณก็วางแผนในการล้มเหลวได้เลย”   คนที่ประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่คนที่สักแต่ลงมือทำไปเรื่อยๆ แต่คือคนที่วางแผนก่อนที่จะเริ่มทำ และทำมันอย่างจริงจังต่างหาก หลายๆครั้งที่มีเจ้าของร้านอาหารมาปรึกษาผมเรื่อง ยอดขายที่ไม่เข้าเป้า ต้นทุนอาหารที่แพง หรือแม้กระทั่ง ขายได้แต่ไม่เหลือกำไร พอผมไล่ถามไปเรื่อยๆ สิ่งนึงที่เหมือนกันเกือบทั้งหมดคือ ไม่มีการทำแผนธุรกิจ (Business plan) รวมถึง การคำนวณความเป็นไปได้ในการลงทุน (Feasibility Study) ก่อนที่จะเริ่มทำร้านเลย ซึ่งสองสิ่งนี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากถึงมากที่สุดไม่ว่าจะทำธุรกิจใดๆก็ตาม ซึ่งหลายครั้งที่พบคือร้านขายได้แต่ขาดทุน หรือขายได้แต่ไม่มีกำไร ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น? สมมุติง่ายๆ หากคุณต้องการทำร้านก๋วยเตี๋ยวในโซนออฟฟิศ แต่คุณมีพื้นที่วางโต๊ะได้แค่ 4-5 โต๊ะ คุณตั้งราคาขายอยู่ที่ชามละ 40 บาทโดยที่คุณมีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 20 บาท สมมุติว่ารอบนึงคุณขายได้อยู่ที่ 20 หัว โดยวันนึงคุณขายได้ 3 รอบเป็นกลางวัน 2 รอบและตอนเย็น 1 รอบ นั่นหมายถึงคุณจะได้กำไรขั้นต้นอยู่ที่วันละ […]

7 ปัจจัยในการเลือกทำเลร้านอาหาร

  —- จะเลือกทำเลร้านอาหารต้องดูอะไรบ้าง —-   ปัจจัยในการเลือกที่ตั้งของแต่ละคนอาจต่างกัน บางคนอาจให้ความสำคัญเรื่องค่าเช่าเป็นเรื่องหลักเพราะถูกจำกัดด้วยงบประมาณ แต่สำหรับคนที่ไม่มีปัญหาเรื่องเงินลงทุนหรือค่าเช่า อาจจะอยากได้พื้นที่ที่คนพลุกพล่านหรือใกล้รถไฟฟ้ามากกว่า เพราะคนยิ่งเยอะนั่นหมายถึงโอกาสในการขายที่มากขึ้น หรือร้านบางร้านที่ต้องใช้พื้นที่เยอะในการขายและต้องลงทุนเป็นจำนวนมาก เช่น ร้านอาหารบุฟเฟต์หมูกระทะ หรือสวนอาหาร อาจจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยด้านระยะเวลาของสัญญาเช่ารวมไปถึงที่จอดรถมากกว่าร้านอาหารประเภทอื่น การที่เราวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ โดยละเอียดทุกครั้งก่อนตัดสินใจว่าจะไปเปิดที่ไหนนั้น จะทำให้เรามีโอกาสได้ทำเลที่ตรงกับความต้องการของเรามากขึ้น และลดโอกาสที่จะเจ๊งได้ด้วยเช่นเดียวกัน ฉะนั้นลองมาดูปัจจัยในการเลือกทำเลที่ตั้งร้านอาหารกันว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งปัจจัยในการเลือกทำเลที่ัตั้งนั้นมีอยู่ด้วยกัน 7 หัวข้อหลักดังนี้   1. กลุ่มลูกค้า (Target market) ถ้าคุณรู้อยู่แล้วว่าคุณต้องการขายอะไร อาหารที่คุณจะขายมีจุดเด่นอย่างไร คุณควรจะมีไอเดียมาบ้างแล้วว่าคุณต้องการที่จะขายใคร ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการขายก๋วยเตี๋ยวที่มีจุดเด่นอยู่ที่เนื้อนำเข้า แบรนด์ดิ้งดูน่ารักทันสมัย ราคาขายอยู่ที่ประมาณ 60 – 100 บาท กลุ่มลูกค้าของคุณอาจเป็นพนักงานออฟฟิศในเมืองมากกว่าชาวบ้านทั่วไป ฉะนั้นทำเลที่เหมาะกับคุณอาจเป็นพื้นที่โซนสำนักงานในเมือง เช่น สุขุมวิท พหลโยธิน รัชดา เป็นต้น เพราะเป็นทำเลที่มีกลุ่มลูกค้าที่คุณมองหาอยู่และมีโอกาสเป็นลูกค้าประจำของคุณด้วย หรือถ้าคุณต้องการเปิดสวนอาหารขนาด 100 โต๊ะ คุณคงไม่มองพื้นที่ในเมืองที่มีราคาสูงแน่นอน ฉะนั้นตัวเลือกของคุณอาจเป็นพื้นที่นอกเมือง ที่มีชุมชนหรือคนอาศัยอยู่หนาแน่นแทน พอคุณรู้ว่ามีกลุ่มลูกค้าคุณในทำเลนั้นๆ แล้ว […]

8 ค่าใช้จ่ายไม่คาดคิด ในการเปิดร้านอาหาร

สิ่งที่คนที่เริ่มต้นทำร้านอาหารควรจะต้องคำนึงถึงก็คือ ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากสิ่งที่ไม่คาดคิด ซึ่งอาจกระทบโดยตรงต่อการลงทุนและ การดำเนินงานในภายหลัง เหตุผลหลักอันนึงที่ทำให้คนทำร้านอาหารไม่ประสบความสำเร็จเพราะมีการวางแผนการเลงทุนที่ผิดพลาด พวกเค้ามักลงทุนมากกว่าที่ตั้งไว้ แต่กลับขายได้ไม่เป็นไปตามเป้า ขนาดตัวเองที่เป็นสถาปนิกและมีประสบการณ์ในการเปิดร้านอาหารทั้งของตัวเองและคนอื่นมาไม่ต่ำกว่า 10 ร้าน ก็ยังเจอค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดโดยตลอด วันนี้เลยถือโอกาสรวบรวม 8 ค่าใช้จ่ายไม่คาดคิด ในการเปิดร้านอาหาร จากประสบการณ์โดยตรงมาให้ดูกัน   ค่ามัดจำสถานที่และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ถ้าคุณไม่ได้คิดจะทำร้านในที่ของคุณเองแล้ว ค่ามัดจำสถานที่เป็นสิ่งที่คุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย โดยปกติค่ามัดจำพื้นที่เช่านอกห้างจะอยู่ประมาณ 3 เดือนของค่าเช่า และจะเป็น 6 เดือนถ้าเป็นพื้นที่เช่าในห้าง ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้อาจถือเป็นก้อนที่ใหญ่ที่สุดก้อนนึงรองจากค่าตกแต่งร้านได้เลย นอกเหนือจากค่ามัดจำแล้ว เจ้าของพื้นที่เช่าส่วนใหญ่จะให้ชำระค่าเช่าล่วงหน้า 1 เดือนก่อนที่คุณจะเข้าไปอยู่ รวมไปถึงค่าประกันภัยและค่าธรรมเนียมสถานที่ต่างๆ นั่นหมายถึงคุณควรจะเตรียมเงินสำหรับหัวข้อนี้ไม่น้อยกว่า 4-7 เดือนของค่าเช่าเอาไว้   ค่าก่อสร้างที่ over budget หลังจากทำสัญญากับผู้รับเหมาแล้ว อย่าลืมเผื่องบประมาณออกไปอีกไม่น้อยกว่า 10-15 % เพราะ แทบไม่มีร้านไหนจบด้วยราคานั้นได้เลย ขึ้นชื่อว่าการตกแต่งก่อสร้างแล้ว คุณมีโอกาสที่จะเจอค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่คุณไม่คาดฝันได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นของเจ้าของเอง เช่นเพิ่มตำแหน่งไฟฟา อัพเกรดวัสดุตกแต่ง อุปสรรคหน้างานที่ไม่สามารถทำตามที่ออกแบบได้ ทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงแบบ   ค่าอุปกรณ์ครัวที่ไม่คาดคิด หากคุณไม่ใช่เชฟหรือไม่เคยมีประสบการณ์ทำร้านอาหารมาก่อน […]