ทำไม "ช่างชุ่ย" ถึงไม่ประสบความสำเร็จ - Torpenguin

ทำไม “ช่างชุ่ย” ถึงไม่ประสบความสำเร็จ

ทำไม “ช่างชุ่ย” ถึงไม่ประสบความสำเร็จ

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว “ช่างชุ่ย” (www.changchuibangkok.com) เป็นโครงการทื่ฮืฮฮาในช่วงเปิดตัวช่วงแรกเป็นอย่างมาก ทำเอารถติดทั้งถนนสิรินธร ยาวไปจนถึงปิ่นเกล้าอยู่ช่วงนึง ถึงขนาดมีกระทู้ดราม่าในออนไลน์ แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือนโครงการก็เริ่มเงียบลงเรื่อยๆ จนทุกวันนี้ผู้เช่าเริ่มทยอยออก ผู้เช่าที่ยังอยู่หลายรายก็เปิดร้านเฉพาะในช่วงเย็นหรือเสาร์อาทิตย์เท่านั้น

เราลองมาวิเคราะห์กันดูเล่นๆว่าสาเหตุใดที่ทำให้โครงการนี้ไม่ประสบความสำเร็จ

ปล. ความเห็นทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมคนเดียวนะครับ

1. ปัญหาทำเลที่ตั้งโครงการ

ปัจจัยในความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของธุรกิจรีเทลนั่นก็คือ ทำเล ทำเล และ ทำเล

โครงการช่างชุ่ยนั้นตั้งอยู่ฝั่งธนฯ ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยของคนกรุงเทพฯ ซึ่งย่านฝั่งธนฯเองนั้นก็มีโครงการลักษณะนี้ขึ้นเต็มไปหมด แต่แทบไม่มีโครงการไหนเลยที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จได้เต็มปาก ไม่ว่าจะเป็น The Circle ราชพฤกษ์ Crystal SB ราชพฤกษ์ The Walk ราชพฤกษ์ ที่คนหนาแน่นในวันหยุดแต่ก็เงียบในวันธรรมดาเหล่านี้คือเจ้าที่เรียกได้ว่าพอถูๆไถๆ แต่หากพูดถึง The Bright พระรามสอง Victoria Gardens เพชรเกษม หรือ Sena Fest เจริญนคร ฯลฯ แล้วเหล่านี้คือห้างที่แมลงวันบินทียังได้ยินเสียง

ขนาดโครงการเหล่านี้ที่ถือว่าอยู่ในทำเลชุมชนที่พักอาศัยหนาแน่นและมีกำลังซื้อสูงทั้งในย่าน ราขพฤกษ์ เจริญนคร และเพชรเกษมยังแทบปาดเหงื่อ แล้วโครงการช่างชุ่ยนั้นไม่ได้มีทำเลที่ดีกว่าโครงการเหล่านี้เลย ไม่ได้ใกล้รถไฟฟ้า รถสาธารณะผ่านแค่ไม่กี่สาย ไม่ได้มีชุมชนโดยรอบ ชุมชนที่ใกล้ที่สุดคือ ปิ่นเกล้าและตลิ่งชัน ซึ่งพฤติกรรมของคนในย่านนี้คือ กลางวันเข้าไปทำงานในเมืองแล้วค่อยกลับบ้านในตอนเย็น ซึ่งกว่าจะกลับมาถึงก็ปาไปเกือบทุ่ม แล้วใครอยากจะมาเดินในโครงการที่มืดๆ ยุงเยอะ แถมยังมีแต่ร้านที่ไม่รู้จัก เข้าใจยากอีก

 

ภาพจาก www.changchuibangkok.com

 

และประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ ทำเลที่ตั้งของโครงการนี้แทนที่จะหันหน้าออกถนนใหญ่ (ถนนสิรินธร) กลับเหมือนหันหลังออก เพราะโครงการมีหน้ากว้างที่แคบมาก ทำให้การมองเห็น (Visibility) สำหรับคนที่ขับรถผ่านไปมาเป็นไปได้ค่อนข้างยาก หลายๆคนที่ขับผ่านถนนเส้นนี้ทุกวันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีโครงการนี้ตั้งอยู่ แถมที่จอดรถก็กระจายตัวอยู่รอบๆโครงการซึ่งไม่สะดวกต่อลูกค้าเป็นอย่างมาก

 

 

ภาพจาก  www.changchuibangkok.com

 

2. รูปแบบโครงการที่สุดโต่งเกินไป

ช่างชุ่ยมาในคอนเซปต์ “ดินแดนแห่งความสร้างสรรค์อันไรขีดจำกัด : Unlimited Creativity” ที่เปิดให้คนรุ่นใหม่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ บนพื้นที่ 11 ไร่ ผ่าน Art Gallery โรงละคร โรงหนัง คาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านขายของ ฯลฯ และมาพร้อมการออกแบบที่แปลกตา โดยมีเครื่องบินขนาดใหญ่เป็นตัวชูโรงกลางโครงการ

 

เครื่องบินที่ถือเป็นไฮไลต์ของโครงการช่างชุ่ย

 

ใครได้ฟังก็คงคิดเหมือนกันคือ เห้ย! โครงการน่าสนใจ น่าไป แต่พอได้มาจริงๆกลับรู้สึกเหมือนมาสวนสนุกที่สนุกกับถ่ายถ่ายรูป ลองอาหารแปลกๆแต่แอบราคาสูง คาเฟ่แนวๆ เดินโฉบดู Gallery งานศิลปะ แล้วก็กลับบ้านและก็ไม่กลับมาอีก (Been there done that)

โครงการคอมมูนิตี้ที่ดีไม่ใช่โครงการที่แปลกแหวกแนว สวยงาม เพราะคำว่าคอมมูนิตี้มอลล์คือ ห้างชุมชน ห้างที่คนแวะมาทานข้าว ซื้อของ แวะทำธุระก่อนกลับบ้าน เพราะขี้เกียจเข้าห้างใหญ่ และไม่ต้องกังวลเรื่องการหาที่จอดรถตามร้านตึกแถวหรือในตลาด

ถ้าเราลองสังเกตโคงการคอมมูนิตี้มอลล์ที่ประสบความสำเร็จหรืออยู่ได้ในตลาด จะพบว่าปัจจัยที่คล้ายกันคือ

หนึ่งมีผู้เช่าที่เป็น anchor หรือเป็นแม่เหล็กเพื่อดึงดูดให้ลูกค้า เช่น Starbucks, After you, กับข้าวกับปลา หรือ McDonald เหล่านี้เป็นร้านค้าที่ไม่ว่าจะไปอยู่โครงการไหน ก็มีลูกค้าก็พร้อมจะไปใช้บริการตลอดเวลา

สองมีผู้เช่าที่ลูกค้าต้องมาใช้บริการบ่อยๆ เช่น ฟิตเนส ซุปเปอร์มาร์เก็ต ธนาคาร ซึ่งถือเป็นการสร้างลูกค้าประจำให้โครงการ

สามมีที่จอดรถที่ปลอดภัย สะดวก เข้าถึงง่ายและเพียงพอ โครงการที่จะไปทีแล้วจะต้องคอยวนหาที่จอดรถ แถมไม่มีที่จอดที่เป็นกิจลักษณะ แค่คิดจะมาก็เหนื่อยแล้ว

สี่ โครงการต้องเดินง่าย เดินได้ทั้งวันทุกวัน โครงการช่างชุ่ยเป็นโครงการที่น่าเดินในตอนกลางวัน เพราะมีมุมให้ถ่ายรูปเยอะ แปลกตา แต่พอมาเดินกลางวันจริงแล้วจะพบว่าร้อนมาก จะเดินกลางคืนก็ดูน่ากลัวยุงเยอะแถมมืดๆอีก หน้าฝนนี่แทบเลิกคุย แทบไม่มีทางเดินที่กันฝนเลย

 

3. ประสบการณ์ของเจ้าของโครงการและผู้เช่า

ธุรกิจแต่ละธุรกิจก็มีลักษณะเฉพาะตัว ไม่ใช่เห็นคนอื่นทำแล้วประสบความสำเร็จแล้วเราจะทำได้เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจประเภท Retail ที่เป็นธุรกิจเฉพาะเช่นนี้ที่ต้องใช้เงินลงทุนที่มากและต้องดำเนินการในระยะยาว

ไม่ใช่เรื่องที่ผิดในการที่เจ้าของอยู่ในสายแฟชั่นและอยากสร้างอะไรใหม่ๆให้กับตลาด แต่การที่ไม่มีประสบการณ์ทั้งในเรื่องการวางผังโครงการที่เหมาะสม การหาผู้เช่าที่ดี รวมไปถึงการทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้มีมืออาชีพด้านนี้เข้ามาช่วยอย่างจริงจัง ย่อมทำให้รายได้จากผู้เช่าที่ควรจะเป็นน้อยลงเรื่อยๆ พอครบสัญญาแทนที่จะขึ้นค่าเช่าได้ กลับต้องมาลดค่าเช่าเพื่อไม่ใช่ผู้เช่าออกไป

ในมุมของผู้เช่านั้น การที่โครงการได้ผู้เช่าที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำร้านค้ามาก่อนหรือได้ผู้เช่าที่ทำเป็นอาขีพเสริมไม่ใช่อาชีพหลัก ตอนเริ่มต้นใหม่ๆแน่นอนย่อมมีลูกค้าอยากมาลองใช้บริการ แต่หากร้านไม่สามารถรักษามาตรฐานอาหารหรือบริการที่ดีได้ ลูกค้าก็ย่อมจะน้อยลงเรื่อยๆ พอต้องทำการตลาดก็ทำไม่ค่อยเป็นอีกก็เริ่มถอดใจ สุดท้ายพอเริ่มขาดทุนก็ไม่มีสายป่านมากพอ ทำให้ต้องปิดตัวลงภายในระยะเวลาไม่มีกี่เดือน

หากเจ้าของโครงการไม่มีประสบการณ์ การหาผู้เช่าที่มีประสบการณ์และมีลูกค้าประจำอยู่แล้ว อาจจะช่วยให้โครงการไปต่อได้ แต่หากเมื่อไหร่ที่ทั้งเจ้าของโครงการและผู้เช่าไม่มีประสบการณ์ทั้งคู่แล้วโอกาสที่จะรอดนั้นยากจริงๆ

 

เริ่มเห็นพื้นที่ว่างไม่มีคนเช่ามากขึ้นเรื่อยๆ

 

แล้วมีวิธีการแก้ไขให้มันดีขึ้นได้ยังไงบ้าง ?

ในมุมมองของผมเองนั้น มีหลากหลายทางเลือกที่โครงการเองสามารถทำได้เพื่อให้โครงการมีลูกค้ามากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวเจ้าของเองว่าจะยอมปรับหรือไม่

1. ปรับภูมิทัศน์โครงการ

โครงการที่ดีคือโครงการที่ลูกค้ามองเห็นตั้งแต่ยังขับรถมาไม่ถึง เพื่อที่จะมีเวลาในการตัดสินใจ และสามารถเลี้ยวรถเข้าจอดได้ทันที นั่นหมายถึง ช่างชุ่ยควรมีการปรับภูมิทัศน์ให้สามารถมองเห็นจากถนนได้ชัดเจนกว่านี้และควรจัดหาที่จอดรถไว้หน้าโครงการซึ่งอาจโดยการเช่าพื้นที่จอดรถด้านข้าง ไม่ใช่ให้ไปจอดด้านหลังโครงการอย่างที่เป็นอยู่

รวมไปถึงการทำหลังคากันแดดกันฝนให้มากกว่าเดิมจะได้ไม่กระทบต่อการใช้งานของลูกค้าในหน้าฝนและหน้าร้อน

 

2. หาผู้เช่าที่เป็น Anchor tenant

หากโครงการไม่มีพลังที่จะดึงลูกค้าเข้ามามากพอ การได้ผู้เช่าที่มีชื่อเสียงหรือ Anchor tenant ก็เป็นทางลัดที่ช่วยดึงคนเข้าโครงการได้เช่นกัน โดยโครงการอาจยอมลดค่าเช่าสำหรับผู้เช่าที่เป็น Anchor ที่มีชื่อเสียงหรือเป็นที่นิยมอยู่ในตลาดในขณะนี้ รวมถึงผู้เช่าขนาดใหญ่ที่มีลูกค้าใช้บริการต่อวันเป็นจำนวนมาก

 

3. หา Partner ที่มีประสบการณ์ในตลาด Retail

ถ้าทำเองแล้วมันไม่เวิร์กก็ชวนคนที่ทำเรื่องนี้เก่งมาทำด้วยกันซะเลย มีหลาย Developer ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจนี้ ซึ่งช่างชุ่ยอาจชวนเข้ามาในลักษณะของผู้ร่วมทุนหรืออาจว่าจ้างเข้ามาบริหารโครงการ เพราะบริษัทเหล่านี้นอกจากที่เค้าจะมาพร้อมประสบการณ์แล้วเค้ายังมีลิสต์ผู้เช่าในมือที่สามารถชวนมาเปิดร้านได้อีก

 

4. ปรับคอนเซปต์โครงการ

การเอาขยะมา recycle ใช้ในการก่อสร้างและเป็นคอนเซปต์โครงการบางคนอาจจะมองเป็นจุดขายแต่หลายๆคนที่ไม่เข้าใจหรือเข้าไม่ถึง อาจมองเป็นเรื่องแปลกๆทำให้ไม่อยากมาเดินก็เป็นได้

หากการวาง positioning ตัวเองเป็นพื้นที่สำหรับคนชอบงานอาร์ตซึ่งค่อนข้างเป็นตลาดที่ niche แล้วมันไม่ตอบโจทย์กับตลาดหรือตลาดไม่ได้ใหญ่มากพอ การเปลี่ยนคอนเซปต์โครงการอาจช่วยให้กลุ่มลูกค้าใหญ่มากขึ้นและเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น

 

5. ปรับรูปแบบธุรกิจไปเลย

หากการจะปรับคอนเซปต์และหาผู้เช่าใหม่เป็นเรื่องที่ยาก ต้องใช้เงินเยอะ การปรับรูปแบบธุรกิจไปเลย อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ง่ายและลงทุนน้อยที่สุดก็ได้ หากเรามาดูข้อจำกัดในเรื่องของทำเล ที่จอดรถและการเข้าถึงแล้ว การปรับโครงการจากธุรกิจรีเทลเป็น ออฟฟิศให้เช่าโดยโฟกัสไปที่เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่อยากมีออฟฟิศอยู่ย่านฝั่งธนฯ อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

สาเหตุหนึ่งเพราะค่าเช่าต่อตร.ม.ของออฟฟิศสำนักงานในปัจจุบันย่านฝั่งธนฯนั้นอาจไปได้ถึง 300-500 บาทต่อตร.ม. ซึ่งหากสมมุติว่าโครงการนี้ปล่อยเช่าอยู่ 500-700 บาทต่ตร.ม. อาจดูว่าได้รายได้น้อยกว่า แต่ค่าใช้จ่ายก็น้อยกว่ามากเช่นกัน คุณไม่จำเป็นต้องเสียค่าการตลาด ค่าบริหารจัดการโครงการ ค่าพนักงานรักษาความปลอดภัยหรือทำความสะอาดที่มากมายขนาดนี้ และทุกพื้นที่ไม่ว่าจะขนาดเล็กขนาดใหญ่ก็สามารถเป็นออฟฟิศได้ทั้งสิ้น

การเปลี่ยนธุรกิจจาก Community mall เป็น Office park สุดฮิพอาจเป็นทางออกที่ไม่เลวก็เป็นได้

 

มันไม่ได้เป็นการการันตีว่าถ้าช่างชุ่ยปรับวิธีการเหล่านี้แล้วจะกลับมาคึกคักอีก แต่หากยังปล่อยให้เป็นแบบนี้อยู่ ไม่คิดหาวิธีการใหม่ๆ วันที่ไม่เหลือผู้เช่าแล้ววันนั้นคงเป็นเรื่องยากที่จะลุกกลับขึ้นมาได้อีกครั้ง

#ต่อเพนกวิน

HOT STORIES

สิ่งที่เรียนรู้จากการทำร้านอาหารตลอด 3 ปี

ตลอด 3 ปีที่เปิดร้านเพนกวินมาได้พบเจออะไรมากมายทั้งเรื่องที่ดีไม่ดี ในโอกาสที่เพนกวินก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 เลยอยากถือโอกาสสรุปบทเรียนที่ได้เรียนรู้เพื่อเป็นการเตือนตัวเองในวันข้างหน้าและเผื่อเป็นข้อคิดและเช็คลิสต์สำหรับคนที่อยากทำร้านอาหารหรือทำร้านอยู่แล้วก็ตามว่าเราหลงลืมข้อไหนกันไปรึเปล่า Passion ทำให้เกิดธุรกิจ แต่ไม่ทำให้ธุรกิจเติบโต หลายคนที่เริ่มทำร้านอาหารมักจะเริ่มจากมี passion ในการทำอาหารหรือบางคนชอบทานจนอยากทำร้านของตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามจงระลึกไว้ว่า “การทำอาหารกับการทำธุรกิจร้านอาหารคนละเรื่องกัน”ในช่วงแรกเชื่อว่าทุกคนล้วนมี passion เต็มเปี่ยม ทำได้ทุกอย่างตั้งแต่ เข้าครัว เสิรฟ์อาหาร คิดเงิน ไปกระทั่งล้างจาน แต่หากคุณต้องทำซ้ำๆเดิมทุกวันๆ แถมยังจะต้องมานั่งแก้ปัญหาทั้งปัญหาเดิมและปัญหาใหม่ที่เข้ามาทดสอบคุณอยู่ตลอด เชื่อว่า passion หรือไฟในตัวคุณก็อาจมอดไปในระยะอันรวดเร็วได้เช่นกัน สิ่งที่จะทำให้ธุรกิจของคุณไปต่อได้จึงไม่ใช่แค่ passion อีกต่อไป หากแต่คือ “ระบบ” ระบบที่จะช่วยให้ร้านเดินต่อไปได้แม้ในช่วงที่คุณไม่อยู่เป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือน ถ้าไม่เชื่อลองไปสังเกตุร้านตามห้างที่เปิดมานานหรือมีสาขาเยอะ มีร้านไหนบ้างที่เจ้าของร้านจะต้องมานั่งเฝ้าร้านตลอดเวลาเหมือนที่คุณกำลังทำ   เจ๊งในกระดาษให้จบก่อนลงมือทำจริง หากคุณเกิดมาในตระกูลร่ำรวยที่พร้อมจะให้คุณละลายเงินอย่างไม่ต้องแคร์ก็ข้ามข้อนี้ไปได้เลย แต่หากคุณคือคนที่เก็บเงินมาตลอดชีวิตเพื่อที่จะมีธุรกิจของตัวเองก็อยากให้ตั้งใจอ่านข้อนี้ให้ดี การลงทุนร้านอาหารในปัจจุบันไม่ได้ใช้เงินน้อยเลย ยิ่งเมื่อคุณคิดจะทำร้านในห้างหรือคอมมูนิตี้มอลล์ด้วย แค่ค่ามัดจำอย่างเดียวก็อาจทำให้คุณหมดเงินเป็นล้านได้แล้ว การคำนวนความเป็นไปได้โครงการ หรือที่เรียกว่า Feasibility study จึงมีความสำคัญมากๆ แต่เชื่อหรือไม่ว่าแทบจะไม่มีร้านไหนเลยที่รู้จักคิดถึงเรื่องเหล่านี้ก่อนที่ลงมือทำ แทบทุกคนเลือกที่จะไปตายเอาดาบหน้ากันหมด อยากให้คุณลองคิดในกระดาษให้ดีก่อนลงมือทำจริงไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินลงทุน ลูกค้าคือใคร คู่แข่งเป็นใคร จำนวนหัวต่อวัน หรือแม้แต่กระทั่งค่าใช้จ่ายในการดำเนินการว่ามีอะไรบ้างและสุดท้ายกำไรที่คาดว่าจะได้รับ แล้วที่สำคัญอยากให้คิดถึง worst […]

รีวิวสร้างร้านภายใน 30 วัน (ตอนที่ 1- ขั้นตอนวางแผน)

ตอนที่ 1 – ขั้นตอนวางแผน (Planning Stage) พอเราได้ข้อสรุปกันว่าจะทำร้านอาหารอีสาน ก็มาถึงขั้นตอนการประชุมวางคอนเซปต์ร้านอาหารที่เราต้องการที่จะเป็น และสรุปกันได้ว่าจะทำร้านอาหารส้มตำรสชาติแบบต้นตำรับของจังหวดอุบลฯซึ่งเป็นบ้านเกิดของหนึ่งในหุ้นส่วน โดยไม่ปรับเปลี่ยนเลย เพื่อให้คนกรุงเทพฯได้รู้จักรสชาติของอาหารอีสานจริงๆ ซึ่งร้านส้มตำที่มีหลายสาขาแบรนด์อื่นในกรุงเทพฯส่วนใหญ่จะปรับรสชาติให้เหมาะสำหรับคุนกรุงเทพฯ ในเรื่องของราคานั้นเราตั้งใจให้ราคาอยู่ในช่วงที่สามารถจับต้องได้ทุกกลุ่ม คือต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 230-250 บาท ราคาอาจสูงกว่าร้านส้มตำข้างทางหรือเป็นเพิงหน่อย แต่ถ้าเทียบกับร้านอาหารทั่วๆไปที่ตามห้างหรือคอมมูนิตี้มอลล์แล้ว ถือว่าราคาไม่ได้สูงมากนัก โดยกลุ่มลูกค้าที่เราตั้งไว้นั้นจะเป็นกลุ่มครอบครัวและพนักงานออฟฟิศที่สามารถมาทานได้บ่อยๆ ซึ่งระหว่างที่เราประชุมคอนเซปต์ของร้าน เราก็ได้ไปลองทานร้านส้มตำหลายๆแบรนด์ในกรุงเทพฯ เพื่อเปรียบเทียบทั้งในเรื่องของโปรดักส์ กลุ่มลูกค้า ช่วงราคา และทำเลที่ตั้ง พอเรารู้แล้วว่าเราจะขายอะไรต่อมาเราก็เริ่มมาดูทำเลที่จะเปิดร้านว่าทำเลแบบไหนถึงจะเหมาะกับร้านและกลุ่มลูกค้าที่เราตั้งไว้ เราตกลงกันว่าสาขาแรกไม่อยากจะลงทุนเยอะทั้งในเรื่องของค่าเช่าและเงินลงทุนตอนต้น ทำให้ทำเลที่เปิดร้านเลยต้องเลือกที่เป็น standalone โดยเราเลือกทำเลย่านราชพฤกษ์ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยราคาสูง ถึงแม้ผู้คนจะไม่พลุกพล่านเหมือนทำเลในเมือง แต่ก็ถือว่าลูกค้ามีกำลังซื้อ และเป็นทำเลที่หนึ่งในหุ้นส่วนมีร้านอาหารกันอยู่แล้ว ทำให้คุ้นเคยกับกลุ่มลูกค้าย่านนั้นดีและค่าเช่าอยู่ในเกณฑ์ที่เรารับได้ หลังจากที่เราได้ที่ตั้งร้านเรียบร้อยแล้วอยู่ในโครงการ J Arena ตรงข้ามโครงการ The Circle Ratchapruek ก่อนที่จะทำการเซ็นสัญญาเช่าพื้นที่ เราก็เริ่มเอาข้อมูลที่มีทั้งหมดมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้โครงการหรือการทำ Feasibility study ว่าในทางทำเล ตลาดและการเงินมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน การที่เราทำการวิเคราะห์ความเป็นไปได้โครงการ (Feasibility Study) ก่อน จะทำให้เรารู้ว่าค่าเช่าที่เราได้รับ กลุ่มลูกค้าที่เราคาดหวัง ราคาขาย […]

รู้จัก 7 wastes แค่ลดได้ กำไรก็เพิ่ม

“a dollar saved is a dollar earned” ถ้าเพิ่มรายได้ไม่ได้ ก็หาทางลดรายจ่ายซะ . ช่วงปีที่ผ่านมาถือเป็นอีกปีที่มีร้านอาหารมาขอคำปรึกษาเยอะ ซึ่งส่วนใหญ่คำถามที่เจ้าของร้านอาหารมักจะถามผมก็คือ 1. ทำยังไงถึงจะเพิ่มยอดขายได้ 2. จะยิงแอดแบบไหนดี 3. จะทำโปรโมชั่นแบบบไหนดีลูกค้าถึงจะเข้ามาเยอะขึ้น . เจ้าของร้านส่วนใหญ่นั้นจะโฟกัสไปที่วิธีการหารายได้เป็นหลักซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่พวกเค้ากลับลืมอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันกับการเพิ่มรายได้คือเรื่อง “การลดค่าใช้จ่าย” ซึ่งค่าใช้จ่ายในมุมของร้านอาหารนั้นมีตั้งแต่ ค่าเช่าสถานที่ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายตายตัว ค่าน้ำไฟ ค่าการตลาด ค่าพนักงานรวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่มากที่สุดในร้านอาหารคือค่าวัตถุดิบ (food cost) หลายๆร้านที่ขายได้แต่กลับไม่เหลือกำไรนั่นเป็นเพราะเค้าเหล่านี้ไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายหรือลดมันได้ แล้วการประหยัดค่าใช้จ่ายมันสามารถทำให้ร้านมีกำไรมากขึ้นได้จริงหรอ? . คิดง่ายๆ สมมุติร้านของคุณขายได้อยู่เดือนละ 1ล้านบาท และกำไรของร้านอาหารคุณคือ 20% ถ้าคุณเพิ่มยอดขายได้ 10% นั่นคือ 100,000 บาท เท่ากับคุณจะมีกำไรเพิ่มขึ้น 20,000 บาท จริงมั้ยครับ แต่นั่นเท่ากับคุณต้องหารายได้เพิ่มขึ้นวันละ 3 พันกว่าบาทซึ่งอาจจะไม่ง่ายนักในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ แต่มุมกลับกันสมมุติว่าต้นทุนวัตถุดิบหรือ food cost คุณอยู่ที่ 35% […]

ข้อคิดเถ้าแก่จาก เจ้าสัวธนินทร์

— ข้อคิดเถ้าแก่จากเจ้าสัวธนินทร์ — เมื่อวานนี้ (11/1/2019) ทางผมและพี่ชาย ได้มีโอกาสไปบรรยายให้ทางเจ้าสัวธนินทร์ คณะผู้บริหาร และพนักงานในเครือ CP ฟังเกี่ยวกับแนวคิดธุรกิจของเพนกวิน รวมถึงมีโอกาสได้นั่งพูดคุยกับคุณธนินทร์และนั่งฟังท่านสอนพนักงานต่อ .ซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าสนใจและมีประโยชน์ต่อเจ้าของธุรกิจหรือเถ้าแก่อย่างเรา เลยถือโอกาสสรุปออกมาเป็นข้อๆเผื่อจะเอาไปปรับใช้กับสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ได้ 1. เป็นเถ้าแก่อย่าคิดว่าสบาย ใครที่คิดว่าเป็นเถ้าแก่แล้วจะสบายกว่าการเป็นพนักงานก็อย่ามาเป็นเถ้าแก่ เพราะเป็นเถ้าแก่แล้วคุณต้องทำมันตลอดเวลาไม่มีวันหยุด แต่ให้คุณสนุกกับงานที่ทำ ให้เหมือนกำลังเล่นเกมอยู่ เมื่อไหร่ที่คุณไม่สนุกกับงานที่ทำคุณจะไม่มีทางทำมันออกมาได้ดีเลย 2. เป็นเถ้าแก่ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา เราจะหยุดเรียนรู้ไม่ได้เลย ทุกวันนี้มีสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่เราหยุดเรียนรู้เราจะตามคนอื่นไม่ทัน ขนาดอายุ 80 อย่างผม(คุณธนินทร์) ก็ยังต้องรู้จากคนรุ่นใหม่อยู่ตลอดเวลา ต้องตามโลกให้ทันโดยเฉพาะเรื่อง IT เรื่องเทคโนโลยี 3. เป็นเถ้าแก่ผลงานไม่ดีให้โทษตัวเองก่อนลูกน้อง ในฐานะเถ้าแก่คุณคือคนที่วางทิศทางของธุรกิจ คนที่มีอำนาจตัดสินใจทุกๆอย่าง คุณไม่สามารถโทษใครได้เลยถ้าผลงานออกมาไม่ดี ไม่ว่าสาเหตุจะเกิดจากพนักงานของคุณหรือไม่ก็ตาม 4. เป็นเถ้าแก่ต้องกล้าเปลี่ยนแปลงถ้าวิธีการเดิมไม่ได้ผล เราอยู่ในยุค 4.0 ยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด วิธีที่เคยทำสำเร็จอาจไม่สามารถใช้ได้กับยุคนี้ และถ้าวิธีการเดิมที่ทำอยู่ไม่ได้ผลหรือได้ผลลัพธ์แย่ลง ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการใหม่ๆ อย่ามัวไปยึดติดกับวิธีคิดแบบเดิมๆ 5. เป็นเถ้าแก่ทำผิดพลาดได้แต่ต้องรู้ตัวว่าผิด การทำผิดพลาดเป็นเรื่องปกติในการทำงาน คนที่ไม่เคยทำผิดคือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย แต่สิ่งที่น่ากลัวของคนที่ทำผิดพลาดที่สุดก็คือการที่ไม่รู้ว่าตัวเองทำผิด เพราะเมื่อไหร่ที่คุณไม่รู้ว่าตัวเองทำผิด ก็จะไม่มีการแก้ไข […]