สิ่งที่เรียนรู้จากการทำร้านอาหารตลอด 3 ปี - Torpenguin

สิ่งที่เรียนรู้จากการทำร้านอาหารตลอด 3 ปี

ตลอด 3 ปีที่เปิดร้านเพนกวินมาได้พบเจออะไรมากมายทั้งเรื่องที่ดีไม่ดี ในโอกาสที่เพนกวินก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 เลยอยากถือโอกาสสรุปบทเรียนที่ได้เรียนรู้เพื่อเป็นการเตือนตัวเองในวันข้างหน้าและเผื่อเป็นข้อคิดและเช็คลิสต์สำหรับคนที่อยากทำร้านอาหารหรือทำร้านอยู่แล้วก็ตามว่าเราหลงลืมข้อไหนกันไปรึเปล่า

  1. Passion ทำให้เกิดธุรกิจ แต่ไม่ทำให้ธุรกิจเติบโต

หลายคนที่เริ่มทำร้านอาหารมักจะเริ่มจากมี passion ในการทำอาหารหรือบางคนชอบทานจนอยากทำร้านของตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามจงระลึกไว้ว่า “การทำอาหารกับการทำธุรกิจร้านอาหารคนละเรื่องกัน”ในช่วงแรกเชื่อว่าทุกคนล้วนมี passion เต็มเปี่ยม ทำได้ทุกอย่างตั้งแต่ เข้าครัว เสิรฟ์อาหาร คิดเงิน ไปกระทั่งล้างจาน

แต่หากคุณต้องทำซ้ำๆเดิมทุกวันๆ แถมยังจะต้องมานั่งแก้ปัญหาทั้งปัญหาเดิมและปัญหาใหม่ที่เข้ามาทดสอบคุณอยู่ตลอด เชื่อว่า passion หรือไฟในตัวคุณก็อาจมอดไปในระยะอันรวดเร็วได้เช่นกัน

สิ่งที่จะทำให้ธุรกิจของคุณไปต่อได้จึงไม่ใช่แค่ passion อีกต่อไป หากแต่คือ “ระบบ” ระบบที่จะช่วยให้ร้านเดินต่อไปได้แม้ในช่วงที่คุณไม่อยู่เป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือน ถ้าไม่เชื่อลองไปสังเกตุร้านตามห้างที่เปิดมานานหรือมีสาขาเยอะ มีร้านไหนบ้างที่เจ้าของร้านจะต้องมานั่งเฝ้าร้านตลอดเวลาเหมือนที่คุณกำลังทำ

 

  1. เจ๊งในกระดาษให้จบก่อนลงมือทำจริง

หากคุณเกิดมาในตระกูลร่ำรวยที่พร้อมจะให้คุณละลายเงินอย่างไม่ต้องแคร์ก็ข้ามข้อนี้ไปได้เลย แต่หากคุณคือคนที่เก็บเงินมาตลอดชีวิตเพื่อที่จะมีธุรกิจของตัวเองก็อยากให้ตั้งใจอ่านข้อนี้ให้ดี

การลงทุนร้านอาหารในปัจจุบันไม่ได้ใช้เงินน้อยเลย ยิ่งเมื่อคุณคิดจะทำร้านในห้างหรือคอมมูนิตี้มอลล์ด้วย แค่ค่ามัดจำอย่างเดียวก็อาจทำให้คุณหมดเงินเป็นล้านได้แล้ว

การคำนวนความเป็นไปได้โครงการ หรือที่เรียกว่า Feasibility study จึงมีความสำคัญมากๆ แต่เชื่อหรือไม่ว่าแทบจะไม่มีร้านไหนเลยที่รู้จักคิดถึงเรื่องเหล่านี้ก่อนที่ลงมือทำ แทบทุกคนเลือกที่จะไปตายเอาดาบหน้ากันหมด

อยากให้คุณลองคิดในกระดาษให้ดีก่อนลงมือทำจริงไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินลงทุน ลูกค้าคือใคร คู่แข่งเป็นใคร จำนวนหัวต่อวัน หรือแม้แต่กระทั่งค่าใช้จ่ายในการดำเนินการว่ามีอะไรบ้างและสุดท้ายกำไรที่คาดว่าจะได้รับ แล้วที่สำคัญอยากให้คิดถึง worst case scenario ด้วย ว่าถ้าเกิดไม่เป็นอย่างที่คุณคิดแล้วคุณจะรับมันไหวมั้ย

ถ้าคิดในกระดาษจนถี่ถ้วนแล้วยอมรับความเสี่ยงได้ ค่อยตัดสินใจลงเงินจริงๆ

 

  1. ทำเล ทำเล ทำเล

เวลาคุณทำอาหารไม่ดีคุณยังแก้ตัวได้ แต่เวลาคุณเลือกทำเลผิด คุณไม่สามารถย้ายร้านไปตั้งที่อื่นได้ ผมรู้จักหลายร้านที่อาหารดี ทำการตลาดดี แต่ดันไปเลือกทำเลผิดทำยังไงก็ไม่ขึ้น หรือขึ้นได้ยาก

แล้วไอ้ทำเลที่ดีนี่มันดูยังไง? ทำเลที่ดีไม่ใช่ทำเลที่ราคาแพงเพียงอย่างเดียว แต่มันคือทำเลที่ตรงกับกลุ่มลูกค้าของเรา ทำเลมีทั้งขาจรและขาประจำ และเหมาะสมกับโปรดักส์ราคาทีเราขาย

ทำเลแต่ละทำเลก็มีนิสัยและคาแรกเตอร์ต่างกัน ทำเลที่อยู่ใกล้สถานศึกษาก็อาจเจอปัญหาช่วงปิดเทอม ทำเลออฟฟิศก็จะขายได้แค่เดือนละ 22 วัน ทำเลนอกเมืองอาจขายได้เฉพาะช่วงเย็นและเสาร์อาทิตย์

จะเลือกทำไหนก็ตาม อย่าลืมดูคาแรกเตอร์ของทำเลว่าเหมาะกับกลุ่มลูกค้าเราหรือเปล่ารวมถึงศึกษาข้อจำกัดของแต่ละทำเลให้ดีก่อรตัดสินใจ

 

  1. ความอร่อยไม่ใช่จุดขาย แต่คือมาตรฐานต่ำสุดของร้าน

ใครที่เปิดร้านอาหารแล้วคิดจะชูจุดขายแค่ความอร่อยอย่างเดียวอยากให้ลองกลับไปคิดใหม่ มันไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่อยากถามว่ามีร้านไหนที่บอกว่าตัวเองไม่อร่อยบ้าง นั่นหมายถึงความอร่อยคือพื้นฐานที่ทุกร้านควรจะมีให้ลูกค้าอยู่แล้ว

อีกทั้งการที่ลูกค้าจะรู้ว่าอร่อยไม่อร่อยนั่นหมายถึงเค้าจะต้องเข้ามาใช้บริการแล้ว แต่การที่คุณจะแย่งพื้นที่ความสนใจของลูกค้าในออนไลน์นั้นไม่ง่ายเลย

การหาจุดขายด้านอื่นมาเสริมเช่น ถ่ายรูปสวย บรรยายกาศน่ารัก คอนเซปต์อาหารแปลกใหม่หาที่ไหนไม่ได้ จะเป็นตัวที่ช่วยดึงดูดความสนใจของลูกค้าให้มาเป็น first time customer แต่รสชาติและบริการจะทำให้ลูกค้ากลับมาเป็น repeat customer เพราะต่อให้ร้านคุณถ่ายรูปสวยแค่ไหน ถ้าอาหารไม่อร่อยก็ไม่ต่างอะไรกับแก้วที่ก้นรั่ว ไม่ว่าคุณจะเติมน้ำลงไปเท่าไหร่ หากไม่สามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมได้ทุกอย่างก็จบ

 

  1. คนคือหัวใจของธุรกิจ

อาหารไม่ได้ลอยออกมากจากครัวได้ด้วยตัวเอง หรือ ไม่ได้ลอยจากโต๊ะไปที่เครื่องล้างจานได้เอง ทุกอย่างต้องผ่านคนทั้งสิ้น ฉะนั้นคนหรือพนักงานคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในธุรกิจนี้

หลายๆร้านที่อร่อยแต่พนักงานบริการไม่ดีหรือพูดไม่รู้เรื่องก็อาจพังได้ หรือขายอยู่ดีๆเชฟลาออก เชฟคนใหม่เข้ามาก็ทำได้ไม่เหมือนเดิม ซึ่งเราคงไม่สามารถห้ามไม่ให้คนออกได้ การจัดทำมาตรฐานการทำงานหรือ SOP จะช่วยส่งต่อการทำงานระหว่างคนสู่คน จะเป็นตัวกำหนดขั้นตอนการทำงานตั้งแต่หลังบ้านไปจนถึงหน้าบ้านให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

พึงระลึกเสมอว่า“เราไม่ได้อยู่ในธุรกิจอาหาร แต่เราอยู่ในธุรกิจบริการผ่านอาหาร” การดูแลพนักงานให้ดีก็คือหัวใจของธุรกิจอาหารอีกเรื่องนึง เพราะเมื่อไหร่เราดูแลพนักงานดี พวกเค้าจะเป็นคนดูแลร้านอาหารแทนคุณเองเมื่อคุณไม่อยู่

 

  1. ธุรกิจนี้ไม่มีเสือนอนกิน

ใครที่ทำร้านอาหารโดยคิดว่าจะเป็นเสือนอนกินหรือคิดจะอยู่ไปอีก 10-20 ปีแทบจะเลิกคิดไปได้เลย

ถ้าไม่เชื่อลองย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แล้วดูว่ามีร้านที่อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้กี่ร้านกัน ถ้าไม่นับร้านของเจ้าใหญ่ๆในตลาดทั้งในเครือของ CRG, Oishi, Minor หรือ MK ฯลฯ ที่มีเงินถุงเงินถัง จะเห็นว่ามีไม่ถึง 10%เท่านั้นที่อยู่รอดได้

ด้วยความที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รวมไปถึง คำว่า Loyalty ที่แทบจะไม่มีเหลือในนิสัยของคนยุค Gen Y หรือ Z นี้แล้ว Social media สามารถทำให้ร้านของคุณเป็นที่รู้จักได้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดขายแต่ก็อาจจะเงียบเป็นป่าช้าในอีก 3 เดือนต่อมาได้เช่นกัน

“การปรับตัว” ให้ทันกับความต้องการของตลาดจึงเป็นสิ่งที่เจ้าของร้านอาหารยุคนี้ควรจะต้องมี หากยึดแต่สิ่งเดิมๆที่ทำโดยไม่รู้จัก “ปรับตัว” หรือ “เปลี่ยนแปลง” คุณก็อาจเป็นหนึ่งใน 90% ที่ล้มหายตายจากไปในตลาด

 

  1. เทคโนโลยีดีๆมีเยอะ ใช้ซะ

ทุกวันนี้หมดยุคที่เจ้าของร้านอาหารจะต้องมานั่งดูทุกอย่างคนเดียวอีกต่อไปแล้ว เราไม่ใช่ซุปเปอร์แมน ศักยภาพและเวลาของเรามีจำกัด

เราควรเอาเวลาที่มีไปโฟกัส core business ของธุรกิจเรานั่นก็คือการรักษาคุณภาพมาตรฐานและการบริการ รวมไปถึงการตลาดที่จำเป็นอย่างมากในยุคนี้ ในส่วนที่เราไม่ถนัดก็รู้จักใช้มืออาชีพหรือเทคโนโลยีมาช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้น ซึ่งทุกวันนี้มีบริษัท start-up มากมายที่คิดระบบเข้ามาช่วยร้านอาหาร ทั้งระบบ POS ระบบบัญชี HR หรือแม้แต่กระทั่งการจ่ายเงินผ่านมือถือ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถทำได้ในมือถือเครื่องเดียว

ที่พูดมานี่ไม่ได้หมายถึงให้เราไม่ต้องสนใจเรื่องเหล่านี้เลย เพียงแค่อยากให้ร็จักใช้เครื่องมือทุ่นแรงเหล่านี้มาทำให้ชีวิตของเราสะดวกขึ้นเท่านั้น

 

  1. ถ้าไม่พร้อมจะเจอปัญหา อย่าเข้ามาในธุรกิจนี้

มีผู้ใหญ่ท่านนึงที่มีประสบการณ์ทำร้านอาหารมานานบอกกับผมว่า “ทำร้านอาหารจะดีใจที่สุดอยู่สองวัน คือวันที่เราเริ่มเปิดร้าน กับวันที่เราตัดสินใจปิดร้าน” ฟังเหมือนขำแต่มันเป็นเรื่องจริง

ตลอด 3 ปีที่ทำร้านมีปัญหาให้เจอให้แก้ไขได้แทบทุกอาทิตย์ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานลาออก ลูกค้าไม่มี รสชาติไม่นิ่ง หม้อแปลงระเบิด น้ำท่วม ไฟดับ วัตถุดิบหมด หรือแม้แต่กระทั่งแทงกันในร้าน!

หากคุณคิดจะทำร้านแล้วนั่งชิวอยู่กับบ้านรอนับเงินนั้นแทบจะเลิกคิดไปได้เลย แต่หากคุณสามารถอยู่กับมันได้และพร้อมรับมือกับเรื่องที่ไม่คาดคิดในทุกๆวันแล้ว คงไม่มีสิ่งใดจะทำอะไรคุณได้แน่นอนต่อจากนี้

 

  1. ถ้ายอดขายตก อย่าเพิ่งตัดสินใจลดราคา

การที่คุณเลือกที่จะลดราคาไม่ต่างอะไรกับการฉีดยาแรงเข้าเส้น มันคงทำให้ลูกค้าเข้าร้านมากขึ้นในระยะเวลาอันสั้น แต่ในขณะเดียวกันคุณก็อาจเสียลูกค้ากลุ่มเดิมของคุณไปด้วยเช่นกัน แล้วถ้าคุณใช้วิธีลดราคาบ่อยๆ มันยิ่งทำให้ลูกค้าเสพติดกับการลดราคา เมื่อไหร่ที่คุณเลิกลดราคา ลูกค้ากลุ่มนี้ก็จะย้ายไปกินร้านอื่นทันที

สิ่งที่คุณควรจะทำคือหาสาเหตุให้เจอก่อนว่าเกิดจากอะไร เป็นเพราะภาพรวมเศรษฐกิจ หรือเป็นเพราะร้านคุณร้านเดียว แล้วค่อยคิดวิธีแก้ปัญหา ซึ่งอาจจะเป็นการออกเมนูใหม่ๆ พัฒนารสชาติให้ดีขึ้น เพิ่มช่องทางการขายออนไลน์มากขึ้น หรือ offer ของให้มากขึ้นในราคาเท่าเดิม ทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มกับเงินที่จ่ายไป เพราะบางครั้งลูกค้าอาจจะไม่ได้สนใจของที่ราคาถูกเสอไป แต่เค้าอาจสนใจว่าเงินที่เค้าจ่ายไปคุ้มหรือไม่คุ้มมากกว่า


ที่พูดมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่จะบอกทุกคนว่าอย่ามาทำธุรกิจนี้ แต่อยากให้คำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ไว้ด้วยว่าไม่ช้าก็เร็วคุณจะต้องเจอแน่นอน การวางแผนและเตรียมความพร้อมในทุกๆข้อ จะทำให้คุณอยู่กับธุรกิจนี้อย่างมีความสุขกับมันในทุกๆวันมากขึ้น

HOT STORIES

ทำร้านบุฟเฟต์อย่างไรให้มีกำไร

ประเทศไทยถือเป็นประเทศนึงที่มีร้านบุฟเฟต์เยอะมากๆ ถ้าเทียบกับในเอเชียด้วยกัน ซึ่งเราสามารถเห็นได้ตั้งแต่ ร้านอาหารญี่ปุ่นซึงเป็นอาหารยอดฮิตของคนไทน เช่น ยากินิกุ ชาบูชาบู หรือแม้กระทั่งซูชิบุฟเฟต์ อาหารนานาชาติตามโรงแรมต่างๆ อาหารไทย ประเภท หมูกระทะ ไก่ย่าง ส้มตำ ขนมจีน ไปจนถึงร้านขนม เนื่องด้วยพฤติกรรมและนิสัยของคนไทยที่ชอบทานอาหารเป็นหมู่คณะ และไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะต้องจ่ายเงินเท่าไหร่ ทำให้ธุรกิจร้านอาหารบุฟเฟต์โตสวนกระแสร้านอาหารประเภทอื่น แต่ในขณะเดียวกันกลับมีไม่กี่ร้านที่สามารถยืนหยัดท่ามกลางการแข่งขันเหล่านี้ได้ ที่เหลือต่างล้มหายตายจากไปในระยะเวลาอันรวดเร็ว ด้วยเหตุหลายๆปัจจัยไม่ว่าจะเป็นควบคุมต้นทุนไม่ได้ ลูกค้าลดลงทำให้กำไรไม่เหลือ คู่แข่งที่มาตัดราคา ไม่มีจุดเด่นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ฯลฯ วันนี้เลยอยากสรุปเทคนิคการทำร้านอาหารบุฟเฟต์ให้อยู่รอดได้มาฝากกัน   ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้ม จริงๆแล้วลูกค้าไม่ได้สนใจว่าราคาบุฟเฟต์ของคุณจะถูกหรือแพง เค้าสนใแค่ว่าคุ้มหรือไม่คุ้มกับเงินที่เค้าจ่ายไปมากกว่า ฉะนั้นไม่ว่าคุณจะตั้งราคาบุฟเฟต์ของคุณเท่าไหร่ จะ 99 บาทหรือ 1000 บาท จงมั่นใจว่าเมนูที่คุณให้ลูกค้าจะทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปให้คุณ โดยที่ไม่ได้รู้สึกว่าถูกยัดเยียดหรือเอาเปรียบ จำไว้ว่าลูกค้ามีทางเลือกเสมอ เมื่อเค้ารู้สึกว่าคุณไม่แฟร์กับเค้า เค้าก็พร้อมจะไปทานร้านอื่นทันที เพราะไม่ได้มีร้านคุณร้านเดียวที่ขายอาหารแบบนี้   บริหารจัดการต้นทุนให้ดี “You can’t manage what you can’t measure” “คุณไม่สามารถบริหารจัดการอะไรที่คุณไม่สามารถตรวจวัดได้” ก่อนที่คุณจะเริ่มคิดถึงการบริหารจัดการต้นทุน คุณต้องรู้ก่อนว่าในแต่ละเมนูของคุณต้นทุนเท่าไหร่มีส่วนประกอบอะไรบ้างกี่กรัม […]

5 ต้นทุนที่ต้องรู้ในการทำร้านอาหาร

ธุรกิจร้านอาหารถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีต้นทุนในการบริหารจัดการที่สูงกว่าที่คนทั่วไปคิด คนทำร้านอาหารคงเคยได้คนรอบข้างพูดบ่อยๆว่า ทำร้านอาหารต้องได้กำไรดีแน่เลย ต้นทุนวัตถุดิบไม่เท่าไหร่ขายจานละตั้งเป็นร้อย ซึ่งนั่นถูกแค่เพียงครึ่งเดียว นอกจากต้นทุนด้านอาหารซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหลักของร้านอาหารแล้วยังมีต้นทุนด้านอื่นๆที่เราควรทราบอีกมาก โดยเราสามารถแยกต้นทุนออกได้เป็น 5 ส่วนหลักๆได้ดังนี้   ต้นทุนอาหาร (Cost of goods sold, COGs) ค่าวัตถุดิบอาหาร หรือที่ร้านอาหารเรียกว่า Food cost ถือเป็นค่าใช้จ่ายก้อนที่ใหญ่ที่สุดในการทำร้านอาหาร ซึ่งต่อให้ร้านคุณขายดีแค่ไหนหากไม่มีการควบคุมต้นทุนอาหารให้อยู่ในเกณฑ์แล้ว อาจทำให้ไม่เหลือกำไรตอนสิ้นเดือนก็เป็นได้ หรือที่เค้าพูดกันว่ายิ่งขายยิ่งขาดทุน โดยปกติต้นทุนอาหารร้านทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 30-40% หรืออาจไปถึง 40-50% ถ้าเป็นร้านอาหารประเภทบุฟเฟ่ต์ การลดต้นทุนอาหารลงได้ย่อมหมายถึงกำไรที่ร้านจะได้มากขึ้น สิ่งที่คุณควรจะทำคือการบริหารต้นทุนให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เช่นการลดของเสีย การต่อรองราคาซัพพลายเออร์ หรือแม้กระทั่งการวิเคราะห์ต้นทุนอาหารในแต่ละเมนูอย่าละเอียด แต่สิ่งสุดท้ายที่ควรทำเพื่อลดต้นทุนอาหารนั่นคือ การลดคุณภาพของวัตถุดิบ เพราะถึงต้นทุนคุณอาจจะลดลง แต่อาจทำให้คุณสูญเสียลูกค้าเดิมที่เคยชื่นชอบในรสชาติเมนูของคุณก็เป็นได้   ต้นทุนแรงงาน (Cost of labour, COL) คุณไม่สามารถทำร้านอาหารโดยปราศจากพนักงานได้เลย ซึ่งในที่นี่หมายถึงทั้งพนักงานประจำ(Full time) และชั่วคราว(Part time) โดยต้นทุนแรงงานนี้จะรวมไปถึง เงินเดือน สวัสดิการ และผลประโยชน์อื่นๆเช่น เซอร์วิสชาร์จ ค่าอาหาร […]

สิ่งที่เรียนรู้จากการทำร้านอาหารตลอด 3 ปี

ตลอด 3 ปีที่เปิดร้านเพนกวินมาได้พบเจออะไรมากมายทั้งเรื่องที่ดีไม่ดี ในโอกาสที่เพนกวินก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 เลยอยากถือโอกาสสรุปบทเรียนที่ได้เรียนรู้เพื่อเป็นการเตือนตัวเองในวันข้างหน้าและเผื่อเป็นข้อคิดและเช็คลิสต์สำหรับคนที่อยากทำร้านอาหารหรือทำร้านอยู่แล้วก็ตามว่าเราหลงลืมข้อไหนกันไปรึเปล่า Passion ทำให้เกิดธุรกิจ แต่ไม่ทำให้ธุรกิจเติบโต หลายคนที่เริ่มทำร้านอาหารมักจะเริ่มจากมี passion ในการทำอาหารหรือบางคนชอบทานจนอยากทำร้านของตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามจงระลึกไว้ว่า “การทำอาหารกับการทำธุรกิจร้านอาหารคนละเรื่องกัน”ในช่วงแรกเชื่อว่าทุกคนล้วนมี passion เต็มเปี่ยม ทำได้ทุกอย่างตั้งแต่ เข้าครัว เสิรฟ์อาหาร คิดเงิน ไปกระทั่งล้างจาน แต่หากคุณต้องทำซ้ำๆเดิมทุกวันๆ แถมยังจะต้องมานั่งแก้ปัญหาทั้งปัญหาเดิมและปัญหาใหม่ที่เข้ามาทดสอบคุณอยู่ตลอด เชื่อว่า passion หรือไฟในตัวคุณก็อาจมอดไปในระยะอันรวดเร็วได้เช่นกัน สิ่งที่จะทำให้ธุรกิจของคุณไปต่อได้จึงไม่ใช่แค่ passion อีกต่อไป หากแต่คือ “ระบบ” ระบบที่จะช่วยให้ร้านเดินต่อไปได้แม้ในช่วงที่คุณไม่อยู่เป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือน ถ้าไม่เชื่อลองไปสังเกตุร้านตามห้างที่เปิดมานานหรือมีสาขาเยอะ มีร้านไหนบ้างที่เจ้าของร้านจะต้องมานั่งเฝ้าร้านตลอดเวลาเหมือนที่คุณกำลังทำ   เจ๊งในกระดาษให้จบก่อนลงมือทำจริง หากคุณเกิดมาในตระกูลร่ำรวยที่พร้อมจะให้คุณละลายเงินอย่างไม่ต้องแคร์ก็ข้ามข้อนี้ไปได้เลย แต่หากคุณคือคนที่เก็บเงินมาตลอดชีวิตเพื่อที่จะมีธุรกิจของตัวเองก็อยากให้ตั้งใจอ่านข้อนี้ให้ดี การลงทุนร้านอาหารในปัจจุบันไม่ได้ใช้เงินน้อยเลย ยิ่งเมื่อคุณคิดจะทำร้านในห้างหรือคอมมูนิตี้มอลล์ด้วย แค่ค่ามัดจำอย่างเดียวก็อาจทำให้คุณหมดเงินเป็นล้านได้แล้ว การคำนวนความเป็นไปได้โครงการ หรือที่เรียกว่า Feasibility study จึงมีความสำคัญมากๆ แต่เชื่อหรือไม่ว่าแทบจะไม่มีร้านไหนเลยที่รู้จักคิดถึงเรื่องเหล่านี้ก่อนที่ลงมือทำ แทบทุกคนเลือกที่จะไปตายเอาดาบหน้ากันหมด อยากให้คุณลองคิดในกระดาษให้ดีก่อนลงมือทำจริงไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินลงทุน ลูกค้าคือใคร คู่แข่งเป็นใคร จำนวนหัวต่อวัน หรือแม้แต่กระทั่งค่าใช้จ่ายในการดำเนินการว่ามีอะไรบ้างและสุดท้ายกำไรที่คาดว่าจะได้รับ แล้วที่สำคัญอยากให้คิดถึง worst […]

คิดให้ดีก่อนตัดสินเช่าพื้นที่

ช่วงนี้ได้อ่านข่าวโครงการ community mall บางที่ที่เจ๊งตั้งแต่เปิดตัววันแรกแล้วรู้สึกสงสารทั้งเจ้าของโครงการและผู้เช่าจริงๆ บางคนเก็บเงินมาทั้งชีวิตเพื่อที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่เล่นมาเจ๊งตั้งแต่ยังไม่เปิดโครงการนี่ไม่ต่างอะไรกับนักมวยที่แพ้ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเวทีเลยด้วยซ้ำ   เราในฐานะคนที่เริ่มทำร้านอาหารไม่ได้มีฐานลูกค้าหรือร้านยังไม่เป็นที่รู้จัก ก็หวังที่จะพึ่งทางห้างในการดึง Traffic ของลูกค้าที่มาเดินในห้างมาร้านเรา ทำให้ community mall ทั้งหลายเป็นที่หมายปองของคนที่เริ่มทำร้านอาหาร ทั้งที่ค่าเช่าที่สูงกว่าภายนอก รวมไปถึงค่ามัดจำพื้นที่อีก6 เดือน ซึ่งถือเป็นก้อนที่สูงมากสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มธุรกิจอย่างเรา   แต่พอทุกวันนี้เวลาเราไปเดินห้าง community mall ตามที่ต่างๆ จะเริ่มเห็นพื้นที่ปล่อยว่างมากขึ้น แล้วยิ่งถ้าไปเดินในวันธรรมดา บางห้างนี่แทบจะเหมือนห้างร้างกันเลยทีเดียว อาจด้วยเพราะสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันนี้ที่ลูกค้าเริ่มรัดเข็มขัดมากขึ้น รวมไปถึงการขาดประสบการณ์ในการทำห้างของผู้ประกอบการเอง หลายๆห้างเกิดขึ้นจากผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาดที่ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านอสังหาริมทรัพย์มาก่อน ความเสี่ยงเลยตกไปอยู่กับผู้เช่าเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งห้างไหนอยู่ใกล้ศูนย์การค้าด้วยแล้วนี่โอกาสรอดถือว่าน้อยมาก ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมามีพบว่ามี community mall แค่ 20% เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ แล้วคุณคิดว่าคุณจะโชคดีอยู่ใน 20% นั้นหรือเปล่า   ที่ผมพูดมาทั้งหมดไม่ได้หมายถึงว่าการไปอยู่ใน community mall เป็นเรื่องที่ไม่ดี แต่ผมอยากให้ก่อนจะตัดสินใจเช่าพื้นที่ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม อยากให้ดูด้วยว่าเจ้าของโครงการเป็นใคร มีประสบการณ์ในตลาดนี้หรือไม่ รวมไปถึงตัวคุณเองด้วยว่ามีความพร้อมแค่ไหนถ้าต้องเข้าไปแข่งขันในตลาดที่มีแบรนด์ใหญ่ๆอยู่หรือพร้อมที่จะรับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใดด้วย เพราะต่อให้ห้างจะคนเยอะแค่ไหน แต่ถ้าร้านของคุณไม่มีจุดขาย หรือมีความแตกต่างกับแบรนด์อื่นๆ ก็มีโอกาสที่ร้านคุณจะไปไม่รอดได้เช่นกัน   […]